การเทศน์มหาชาติ

เทศน์มหาชาติ  คือ  เทศนาเวสสันดรชาดก  เป็นบุญพิธีที่นิยมจัดให้มีกันมาแต่โบราณส่วนมากจัดให้มีในวัดเป็นหน้าที่ของชาวบ้านและวัดนั้นๆ  จะตกลงร่วมกันจัด ปกตินิยมให้มีหลังฤดูทอดกฐินผ่านไปแล้วจนตลอดฤดูเหมันต์  นิยมจัดเป็นงานสองวัน  คือ  วันเทศน์เวสสันดรชาดกทั้ง ๑๓ กัณฑ์  วันหนึ่ง  และวันเทศน์จตุราริยสัจจกถา  ท้ายเวสสันดรชาดกอีกอันวันหนึ่ง

วันแรกเริ่มงานด้วยพิธีทำบุญตักบาตรพระทั้งวัด  หรือเลี้ยงพระตามจำนวนที่เห็นสมควรแล้วเริ่มเทศน์เวสสันดรชาดกตามแบบเทศน์ต่อกันไปจนสุด ๑๓ กัณฑ์  ถึงเวลากลางคืนบางแห่งจัดปี่พาทย์ประโคมระหว่างกัณฑ์หนึ่งๆ ตลอดทั้ง ๑๓ กัณฑ์ด้วย

วันรุ่งขึ้น ทำบุญเลี้ยงพระอีก  แล้วมีเทศน์จตุราริยสัจจกถาในระหว่งเพล  จบแล้วเลี้ยงพระเพลเป็นอันเสร็จพิธี

ระเบียบพิธีในการเทศน์มหาชาติ  นิยมกันเป็นหลักใหญ่ๆ ดังนี้

๑)      ตกแต่งบริเวณพิธีให้มีบรรยากาศคล้ายอยู่ในบริเวณป่า  ตามท้องเรื่องเวสสันดรชาดกโดยนำเอาต้นกล้วย  ต้นอ้อย  และกิ่งไม้มาผูกตามเสาและบริเวณรอบๆ ธรรมมาสน์  ประดับธงทิว  และราชวัติ  ฉัตร  ตามสมควร

๒)    ตั้งขันสาครใหญ่  หรือจะอ่างใหญ่ที่สมควรก็ได้ใส่สะอาดเต็ม  สำหรับปักธูปเทียนประจำกัณฑ์  ในระหว่างที่พระเทศน์  น้ำในภาชนะที่ตั้งนี้เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ถือว่าเป็นน้ำพุทธมนต์ที่สำคัญ  ภาชนะใส่น่ำนี้ตั้งหน้าธรรมมาสน์  กลางบริเวณพิธี

๓)    เตรียมเทียนเล็กๆ จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม  แล้วนับแยกจำนวนเป็นมัด  มัดหนึ่งมีจำนวนเท่าคาถาของกัณฑ์หนึ่ง  แล้วทำเครื่องหมายให้ทราบว่าเป็นมัดไหนสำหรับบูชาคาถากัณฑ์ใด  เมื่อถึงคราวเทศน์กัณฑ์นั้นก็จะเอาเทียนมัดนั้นมาจุดบูชาติรอบๆ ภาชนะน้ำต่อกันไปจนจบฑ์ให้หมดพอดี  ครบ ๑๓ กัณฑ์ถ้วนจำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม เท่าจำนวนคาถา  บางแหงนิยมทำธงเล็กๆ ๑,๐๐๐ คัน  แบ่งจำนวนเท่าคาถาประจำกัณฑ์  แบ่งจำนวนเท่าคาถาประจำกัณฑ์เช่นเทียนอย่า  แล้วปักธงบูชาระหว่างกัณฑ์บนหยวกกล้วยเทียน  แต่การใช้ธงไม่นิยม  เช่น  เทียน  การจุดเทียนหรือปักธงบูชากัณฑ์ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของเจ้าภาพผู้รับกัณฑ์นั้นๆ

การเทศน์กัณฑ์เวสสันดร  มีวิธีเทศเป็นทำนองโดยเฉพาะ  จะต้องได้รับการฝึกอบรมศึกษาจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิทางนี้เป็นพิเศษ  ส่วนการเทศน์จตุราริยสัจจกถา มีระเบียบพิธีอย่างเทศน์ในงานดังกล่าวแล้วข้างต้น

 

ประเพณีงานเทศน์มหาชาติ

งานเทศน์มหาชาตินี้  นิยมทำกันหลังออกพรรษาพ้นหน้ากฐินไปแล้ว  อาจทำทำในวันขึ้น ๘ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ หรือในวันแรม ๘ ค่ำก็ได้  ซึ่งในช่วงนี้น้ำเริ่มลดและข้าวปลาอาหารกำลังอุดมสมบูรณ์จึงพร้อมใจกันทำบุญทำทานและเล่นสนุกสนานรื่นเริงแต่ในภาคอีสานนั้นนิยมทำกันในเดือน  ๔ เรียกว่า งานบุญผะเหวด ซึ่งที่เสร็จจากการทำบุญลานเอาข้าวเข้ายุ้ง  ในภาคกลาง  บางท้องถิ่นทำกันในเดือน ๕ ต่อเดือน ๘ ก็มี  งานเทศน์มหาชาตินั้นจะทำในกาลพิเศษจะทำในเดือนไหนก็ได้ไม่จำกัดฤดูกาล  โดยมากเพื่อเป็นการหาเงินเข้าวัด  บางแห่งนิยมทำกันในเดือน ๑๐ การเทศน์มหาชาตินั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์  เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดรอันเป็นพระชาติสุดท้ายของพระบรมโพธิสัตว์  ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและออกผนวชจนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ประเพณีงานบุญผะเหวดฟังเทศน์มหาชาติ  อันเป็นประเพณีอันเก่าแก่ที่มีเรื่องราวเล่าขานและปฏิบัติสืบทอดมาแต่โบราณ  ยังธำรงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียม  และประเพณีอันดีงามของชาวอีสานอย่างเช่น  จังหวัดร้องเอ็ดหรือสาเกตนครอันยิ่งใหญ่ในอดีต  ได้จัดงานบุญผะเหวดให้เป็นงานประเพณีประจำของจังหวัดทุกๆปี

 

เรื่องการเทศน์มหาชาติที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย

การเทศน์มหาชาติ  เป็นประเพณีของไทยมาตั้งแต่โบราณ  คือ  ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนกสินทร์  การเทศน์มหาชาติมีการจัดเป็นประจำทุกปี  ในระหว่างเดือน  ๑๑ เดือน ๑๒  หรือเดือน ๑  (เดือนอ้าย)  ในปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เหมาะสม  มหาชาติหรืเวสสันดรชาดกประกอบด้วยพระคาถาภาษาบาลี  จำนวน ๑,๐๐๐  พระคาถา  ลักษณะการเทศน์เรียกว่า  เทศน์คาถาพัน  หรือ  เทศน์มหาชาติ

มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์  ได้มีการแต่งเป็นร่ายยาวด้วยท้วงทำนองอันเพระพริ้ง  และการเทศน์แต่ละกัณฑ์  ก็จะมีท่วงทำนองที่แตกต่างกันออกไป  เมื่อการเทศน์มหาชาติแต่ละกัณฑ์จบลงก็จะมีปี่พาทย์ประโคมเพลงประจำกัณฑ์รับกัณฑ์เทศน์ด้วย

การเทศน์มหาชาตินั้นเป็นการสั่งสอนคนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ  ประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์  รู้จักให้ทาน  รักษาศีล  เจริญภาวนา  และเป็นการสรรเสริญพระเกียรติคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  สมัยที่พระองค์เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์พระนามว่า  เวสสันดร    ในพระชาติสุดท้ายก่อนที่จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  โดยที่พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทาน  รักษาศีล  และเจริญภาวนา  กล่าวคือ  ทรงบำเพ็ญทาน  พระเวสสันดรทรงรักษาศีล  รักษาคำสัตย์  คือ  เมื่อพระองค์ตรัสว่าจะพระราชทานสิ่งใดแล้ว  พระองค์ก็จะพระราชทานสิ่งนั้นดังที่ตรัสไว้  พระเวสสันดรได้เจริญภาวนาด้วยการเสด็จออกผนวช  เจริญภาวนาอยู่ ณ เขาวงกต  ทรงสละความเป็นอยู่อย่างกษัตริย์แล้วดำรงพระชนม์ชีพอย่างนักบวช  จึงทำให้คนส่วนใหญ่ที่ได้ฟังเทศน์มหาชาติแล้วมีอุปนิสัยจิตใจอ่อนโยน  มีศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา   ยินดีในการให้ทาน  รักษาศีล  และเจริญภาวนา  ตามพระจริยาวัตรของพระเวสสันดร  นั่นคือ  สามารถทำให้ความเห็นแก่ตัว  หรือความยึดมั่นถือมั่น “นั่นเรา นั่นของเรา”  ค่อย ๆ  เบาบางลง จนกระทั่งหมดสิ้นไปในที่สุด

การเทศน์มหาชาติมีอิทธิพลต่อสังคมไทย  ในด้านความเชื่อ  คือ  เชื่อว่าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติครบ ๑๓ กัณฑ์   จบภายในวันเดียว  ผู้นั้นก็จะได้รับอานิสงส์ ๕ ประการ  คือ

๑.      จะเกิดได้ในศาสนาของพระศรีอริเมตไตรยซึ่งจะมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

๒.    จะได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์  เสวยทิพย์สมบัติอันโอฬาร

๓.     จะไม่ไปเกิดในอบาย  ทุคติ  วินิบาต

๔.     จะเป็นผู้มีลาภ  ยศ  ไมตรี  และความสุข

๕.     จำได้บรรลุมรรค  ผล  นิพพาน  เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา

 

นอกจากนี้  ยังมีอิทธิพลต่อสังคมไทยในด้านต่าง ๆ  เช่น  ศีลธรรม  จริยธรรม   การศึกษา ขนบธรรมเนียม  ประเพณี  วรรณกรรม  จิตรกรรม    ตลอดถึงการเมืองการปกครองของไทยอีกด้วย

 

มหาชาติสำนวนต่าง ๆ

เรื่องมหาชาติมีผู้แต่งกันมากและมีหลายสำนวนในแต่ละภาค  ทุกสำนวนมีเนื้อหาตรงกัน  ต่างกันบ้างเพียงรายละเอียด  ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะบางสำนวนที่ดีเด่นของแต่ละภาคโดยใช้ต้ยฉบับต่อไปนี้

มหาชาติสำนวนภาคกลาง ได้แก่  “มหาเวสสันดรชาดกฉบับกระทรวงศึกษาธิการ” สำนวนภาคเหนือ ได้แก่  “มหาชาติสำนวนสร้อยสังกร”  สำนวนภาคอสาน ได้แก่  “มหาชาติฉบับอีสานฉบับพิมพ์ของ ส.ธรรมภักดี”  ส่วนสำนวนภาคใต้ ได้แก่  “พระมหาชาดก ฉบับวัดมัชฌิมาวาส” จังหวัดสงขลา

 

ลักษณะเด่นของมหาชาติในท้องถิ่นต่าง ๆ

มหาชาติภาคกลาง

                   มหาชาติภาคกลางมีสำนวนพรรณนาความดีเด่น  ใช้คำอย่างอลังการ  มักใช้ศัพท์ยาก  นิยมซ้ำคำหรือซ้ำกลุ่มคำ  เล่นคำและเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะและสระอย่างแพรวพราย  นอกจากนี้บางตอนยังแต่งเป็นกลบทหลากหลายชนิดด้วย  เช่น ตอนพระอัจจุตฤๅษีบอกเส้นทางไปยังเขาวงกตแก่ชูชก  ตัวอย่างพรรณนาดังนี้

…  เอส  เสโส  แลถนัดเบื้องหน้าโน้นก็เขาใหญ่   ยอดเยี่ยมโพยมอย่างพยับเมฆ  มีพรรณเขียวขาวดำแดงดูดิเรก   ดั่งรายรัตนนพมณีแนมน่าใคร่ชม  ครั้นแสงพระสุริยะส่องแสงก็ดูเด่นดั่งดวงดาววาวแวววะวาบ ๆ ที่เวิ้งวุ้ง  วิจิตรจำรัสจำรูญรุ่งเป็นสีรุ้งพุ่งพ้นเพียงคัคนัมพรพื้นนภากาศ บ้างก็เกิดก่อก้อนประหลาด  ศิลาลายแลละเลื่อม ๆ  ที่งอกง้ำเป็นแง่เงื้อม  ก็ชะงุ้มชะโงกชะง่อนผาที่ผุดเผินเป็นแผ่นภูตะเพิงพัก  บางแห่งเล่าก็เหี้ยนหักเห็นเป็นรอยร้าวรานระคายควรจะพิศวง  ด้วยธารอุทกที่ตกลงเป็นหยาดหยัดหยดย้อยเย็นเป็นเหน็บหนาว   ในท้องถ้ำที่สถิตไกรสรราชสถาน  บังเกิดแก้วเก้าประการกาญจนะประกอบกันตลอดโล่งโปร่งปล่อง  เป็นช่องชั้นช่อวิเชียรฉายโชติช่วงชัชวาลสว่างตา  แสนสนุกในห้องเหมคูหาทุกแห่งหนรโหฐาน …

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายตอนที่แสดงฝีมือการแต่งที่ยอดเยี่ยม และใช้กลบทหลายชนิด  เช่น

ในกัณฑ์มหาราช  พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส  ตอน

พระเจ้ากรุงสญชัยโปรดให้จัดเตรียมพาหนะเพื่อเข้าขบวนไปอัญเชิญพระเวสสันดรกลับ

พระนครดังนี้

 

 

กลบทกบเต้นสลักเพชร

 … แล้วเร่งรัดจัดสรรพวกพลคชาชาญ  อันเกิดแต่มาตังคประเทศสถาน  ประมาณหมื่นสี่พัน  สรรแต่หาญสารตัวเหี้ยม  เทียมช้างมารทานช้างหมื่น  ฟื้นโถมศึกฝึกทนศร  ร่อนงาส่ายร่ายเงยเศียร  เรียนเชิงสู้รู้ชนสาร  ร่านบ้าแทงแรงบ่ถอย  ร้อยคชหนีรี่ขึ้นหน้า  ข้าศึกยลขนสยอง  ร้องบันเทิงเริงบุกทัพ  สรรพอลังการสารอลงกต  บทจรคลาดบาทจรคลา  ดาพยุหยืนดื่นพยุหยุทธ์  ดุจพสุธาพังดั่งพสุธาพก  ยกคชผายย้ายคชพล  คนตัวหมอขอติดมือ  ถือหัตถ์ง่าท่าเห็นงาม  ตามทำนองต้องทำเนียม  เตรียมทุกหมวดตรวจทุกหมู่ …

 

กลบทนาคบริพันธ์

… แล้วเร่งรัดจัดสรรพลรถาหมื่นสี่พัน  พื้นพิจิตรรังสรรค์  สุวรรณรัตน์  สุวรรณรถจำรัสอร่ามเรือง  อร่ามรุ่งบันเทืองอัมพรเพริศ  อัมพรพรายธงชายเฉิดเฉลิมงอน  เฉลิมงามสงครามสยอนไม่ต่อติด  ไม่ต่อต้านทานฤทธิ์เข้ารุกราญ  เข้ารุกรับยับแตกฉานพังประลาต  พ่ายประลัยลงดื่นดาษพสุธาธาร …

 

มหาชาติภาคเหนือและภาคอีสาน

มหาชาติภาคเหนือและภาคอีสานมีความโดดเด่นเรื่องการใช้คำง่ายๆ มรบทบรรยายเรียบ

ง่าย  ไม่เน้นการพรรณนาความพิสดาร  ถ้ามีการเล่นคำก็นิยมเล่นคำซ้ำต้นวรรค  ดังตัวอย่างจาก

ชาติภาคเหนือ  ดังนี้

นางนงคราญอันมาตายกลางป่าไม้                               นางเท่ามาละกูพี่ไว้อยู่ตนเดียว

                   ผู้ใดจักมากลางไพรเขียวป่าไม้                                       ผู้ใดพ้อยจักมาผ่าไม้ไว้หื้อเป็นหลัว

                   ผู้ใดจักมาช่วยกู้พี่ตุ้มหัวนางหนุนหมอนและห่มผ้า  ผู้ใดพ้อยจักมาตักน้ำช่วยหน้าแม่อุดม

                   ผู้ใดพ้อยจักมาสางผมแม่หมวดไว้เป็นเกล้า                ผู้ใดพ้อยจักมาอุ้มเจ้าใส่เหนือตัก

                   ผู้ใดพ้อยจักมาวักน้ำลูบล้าง                                            ผู้ใดจักมาฝ้านต้างใส่สองหู

                   ผู้ใดพ้อยจักมาอินดูนางน้องไห้                                     ผู้ใดจักมาส้อมดอกไม้เหน็บเกศ

                                                                                                                เกล้าเกศา

 

 

มหาชาติภาคใต้

มหาชาติภาคใต้มีการพรรณนาความมากกว่าในฉบับภาคเหนือและอีสาน  แต่ก็ไม่มากเท่า

การพรรณนาความของกวีภาคกลาง  ดังปรากฏตอนพระอัจจุตฤๅษีพรรณนาภาพเขาวงกตดังนี้

อยํ  มคฺโค    อะกุถชีโน    ไปถึงบรรพตา

                                คีรีบรรพต   ปรากฏเห็นมา   สนานน้ำถ้ำลา   เหวห้วยตรอกธาร

                                                พระสุรีย์แสงส่อง   แสงรายกระจายต้อง  ศิลาหน้าผาร

                                ระยับจับสี   มณีประพาฬ   ดังแสงสุรีย์การ  ประทุมรุกโข

                                                เปลวปลาบปะลิงดัง   ระยับจับทั้ง   บูรบรรพโต

                                ประพริบพร้อยพราย   จับสายเสโส  ชะอ่ำรุกโข  ชอืนติณณา

 

มหาชาติในแต่ละท้องถิ่นแสดงลักษณะเฉพาะของสังคมในถิ่นนั้นๆ เช่น  อาหารการกิน

พรรณไม้และฉากภูมิประเทศ  เป็นต้น  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

ในมหาชาติภาคเหนือกัณฑ์ชูชก  กวีบรรยายอาหารการกินในท้องถิ่นทางเหนือไว้

หลากหลายชนิด  เช่น  ส้มค่างคือแหนมเนื้อค่าง  มันหมูคือเนื้อหมูสามชั้นทอด  ลาบควายคือลาบ

เนื้อควาย  แกงแคเป็ดคือแกงผักหลายชนิดใส่เนื้อเป็ด  แกงแคเห็ดคือแกงผักหลายชนิดใส่เห็ดลม

หรือเห็ดมัน  ปิ้งจี่ปลาเผาหมายถึงปลาย่างหรือจี่เผาไฟ  แคบหมูหรือหนังหมูทอดเป็นต้น

 

ในมหาชาติภาคอีสาน  ตอนเดียวกัน  กวีกล่าวถึงอาหารคาวและหวานของชาวอีสานหลาย

อย่างเช่น  ข้าวผงปั้นเป็นกีบหรือข้าวจี่  ข้าวกลีบใส่น้ำนมฟานคือขนมผิง  แกงไก่และเจือมันคือแกงป่าใส่เผือก  หมกคืออาหารที่ใช่ห่อใบตองห่อหมกไฟ  หมอกหรือมอกปูคือปลาหรือปลาร้าที่นำมาแกงใส่ผักและใส่ข้าวคั่ว  แกงกาคือแกงอ่อมเนื้อที่เอาข้าวเหนี่ยวสุกมาจี่บดใส่   ที่เรียกเช่นนี้เพราะมีสีดำเหมือนกา  ปลาบ้ำคือปลาที่นำมาสับและทำเป็นปลาดอง  กุ้งหน้ำน้ำคือน้ำพริกกุ้งใส่มะกอก  ยำปีคือหัวปลีต้มหรือหัวปลีสดที่นำมาหั่นฝอยแล้วผสมกับน้ำพริกปลาสด  น้ำแจ่วใส่ชิ้นต้มคือเนื้อที่คั่วจนสุกหรือเนื้อที่ต้มสุกแล้วจิ้มพริกแจ่วที่ทำจากพริกป่นผสมน้ำปลาและมะนาว  แกงส้มใส่ข้าวปุ้ข้าวปุ้นคือแกงปลาสดที่บดละเอียดแล้วใส่มะนาวหรือมะขามเวลากินราดแกงนี้บนขนมจีน

 

ส่วนในมหาชาติภาคใต้บทบรรยายและพรรณนาสภาพภูมิประเทศที่อยู่ใกล้ทะเลและป่าชายเลน  สภาพป่าแสมและโกงกาง  ตลอดจนพรรณนาปลาและนกนานาชนิด  ที่น่าสนใจคือการกล่าวถึงต้นไม้ที่มีเฉพาะมีในถิ่นใต้  เช่น  ลิเภา  (ลีเภา)  เถามวก  (เถ้ามวก)  กระสัง  ภังคี  สมี  แสม  ดังในบทพรรณนาดังนี้

                งอกเรียงเป็นแถว  ภาคเพินเนินแนว  ระแวกศิลา

                                เกศแก้วกระกุม  ปุ่มลายทอตา  กำจัดขัทีรา  ษาล้าแตงรัง

                                                ไผ่ผากรากตรวก  ลีเภาเถ้ามวก  พาดพันกระสัง

                                มะยุมชุมแสง  แพงพวยต้นตั้ง  หลหาดเหียรหัง  ภังคีสมีแสม

                                                ประโดกโคกล้าน  ทุเรียนตระการ  มะก่อสะแร

                                สะท้อนสเตียร  อาเกียรรำแข  สูงสุดตาแล  ยูงยางแกมกัน

 

อาจกล่าวได้ว่ามหาชาติแต่ละสำนวนในถิ่นต่างๆ มีคุณค่าทางด้านเนื้อหาและด้านวรรณศิลป์  เพราะเป็นเรื่องที่ประพันธ์ขึ้นจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนา  และจากความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในท้องถิ่นของตน  การอ่านวรรณคดีเรื่องมหาชาติสำนวนต่างๆ  นอกจากจะทำให้นักเรียนได้ซาบซึ้งกับอรรถรสของงานประพันธ์ที่มีคุณค่าแล้วยังได้รู้จักวัฒนธรรมและวิถีชีวิตบางแง่มุมของเพื่อนต่างถิ่นด้วย

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: