ตัวละครกับการกลับชาติมาเกิด

ตัวละครกับการกลับชาติมาเกิด

๑.  พระเวสสันดร

           พระเวสสันดร   เป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก  มีชื่อเรียกต่างๆกัน  เช่น หน่อพระชินศรีโมลีโลก  สมเด็จพระบรมนราพิสุทธิ์พุทธางกูร  พระบรมราชพุทธพงศ์  หน่อพระชินศรี สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ บรมนราธิบดินทร์ปิ่นสกลอาณาจักรจอมพิภพสีพี   สมเด็จพระบาทบรมบพิตรพิชิตโมลี  หน่อพระพิชิตมาร  สมเด็จพระวิสุทธิพงศ์ภูวนาถ  สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์บุรุษรัตนพิเศษเพสสันดร  สมเด็จพระปุริโสดมบรมโพธิสัตว์    สมเด็จพระมหาวิสุทธิสมมุติเทพพงศ์สมเด็จพระบรมหน่อนรารัตน์ภิเษก สมเด็จพระบรมปิ่นเกล้าเจ้าธรณีธรรมมิกธิเบศ  พระราชฤาษีสีวีวรนเรศเวสสันดร  บพิตรพุทธพงศ์ทิชากร สมเด็จบรมบาทบพิตรพิชิตพิชัยเฉลิมชาวเชตุดรราชธานี  องค์สมเด็จพระชินวงศ์วรราช  พระบรมราชฤาษี พระมหาบุรุษราชชาติอาชาไนยเชื้อชินวงศ์ สมเด็จพระราชสมภาร สมเด็จพระมิ่งโมลีโลกุตมาภิเษกเอกอัครมกุฎวิสุทธิสรรเพชญพงศ์  สมเด็จพระบรมหน่อสรรเพชญ  สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ศรีวิสุทธิเทพวงศ์   พระบรมหน่อสรรเพชญโพธิพงศ์   สมเด็จบรมขัตติยาธิบดินทร์อสัมภินวงศ์เวสสันดรมหาราช เป็นต้น

พระเวสสันดรเป็นพระโอรสของพระเจ้ากรุงสญชัยและพระนางผุสดีแห่งเมืองสีพีมีอุปนิสัยและพฤติกรรมที่สำคัญคือ การบริจาคทานพระราชกุมารเวสสันดรทรงบริจาคทานตั้งแต่ เกิด ครั้นพระชนมายุ ได้ ๔-๕ ชันษาทรงปลดปิ่นทองคำและเครื่องประดับเงินทองแก้วเพชรให้แก่นางสนมกำนัลทั่วทุกคนถึง ๙ ครั้งเพื่อมุ่งหวังพระโพธิญาณในภายภาคหน้า ครั้นเจริญชันษาได้ ๘ ปีก็ทรงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะบริจาคเลือดเนื้อและดวงหทัยเพื่อมุ่งพระโพธิญาณในกาลข้างหน้าอย่างแน่วแน่

เมื่อมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษาก็แตกฉานในศิลปวิทยา ๑๘ แขนงได้เสวยราชสมบัติและอภิเษกกับพระมัทรีตระกูลมาตุลราชวงศ์มีพระราชโอรสและพระราชธิดาคือพระชาลีกุมารและพระกัณหากุมารีพระองค์ยินดีในการให้ทาน ได้ตั้งโรงทานถึง ๖ แห่งในพระนครและเสด็จออกทอดพระเนตรการให้ทานอยู่เป็นเนืองนิจ

ครั้งหนึ่งทูตของกลิงคราษฎร์มาทูลขอช้างปัจจัยนาเคนทร์ช้างเผือกคู่บารมี ซึ่งเป็นช้างมงคลถ้าไปอยู่ที่ใด ที่นั่นฝนจะตกต้องตามฤดูกาล พระองค์ก็ทรงบริจาคให้ ชาวเมืองสีพีพากันโกรธเคืองต่างมาชุมนุมกันที่หน้าพระลานร้องทุกข์ต่อพระเจ้ากรุงสญชัยว่า  พระเวสสันดรยกพระยาคชสารคู่บ้านคู่เมืองให้คนอื่นผิดราชประเพณี เกรงว่าต่อไปภายหน้าอาจยกเมืองให้คนอื่นก็ได้ขอให้เนรเทศพระเวสสันดรออกไปเสียจากเมือง พระเจ้ากรุงสญชัยมิรู้จะทำประการใดจึงต้องยอมทำตามคำเรียกร้องของประชาชน

ก่อนที่พระเวสสันดรพระนางมัทรี พระชาลี และพระกัณหาจะเดินทาง ก็ได้บริจาคสัตตสดกมหาทาน คือการให้ทานช้าง ม้า โคนม รถม้า นารี ทาส ทาสี รวม ๗ สิ่ง สิ่งละ ๗๐๐ แล้วทรงรถเทียมม้าเสด็จออกนอกเมือง  ระหว่างทางมีพราหมณ์มาดักรอขอราชรถ  พระเวสสันดรก็บริจาคให้แล้วทุกพระองค์ก็เสด็จโดยพระบาทเดินทางมุ่งเข้าป่าจนกระทั่งถึงสระบัวใหญ่เชิงเขาวงกตซึ่งเทวดาเนรมิตไว้แล้วผนวชเป็นฤาษีบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่นั่น

เมื่อพระเวสสันดรบำเพ็ญพรตอยู่ที่เขาวงกตชูชกได้เดินทางไปขอสองกุมารไปเป็นทาสี พระเวสสันดรก็ทรงบริจาคให้  พระอินทร์แปลงเป็นพราหมณ์ไปทูลขอพระมัทรีก็ทรงบริจาคให้ซึ่งนอกจากจะทรงบริจาคทานที่แสดงถึงการเสียสละอันเป็นพฤติกรรมสำคัญในเรื่องแล้ว  พระองค์ยังมีความเมตตา  มีความมานะอดทนต่อความยากลำบากต่างๆในที่สุดพระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสดีพระชาลีและพระกัณหาก็เสด็จยกกองทัพมารับพระเวสสันดรและพระมัทรีกลับไปครอบครองบ้านเมืองดังเดิม

การที่พระเวสสันดรบำเพ็ญบารมีโดยการบริจาคทานอยู่เป็นนิจแสดงถึงความเป็นผู้มีจิตใจดีงาม มีความเมตตากรุณาและการอดทนอดกลั้นอารมณ์โกรธได้ซึ่งส่งผลดีต่อตนเองคือทำให้ไม่ว้าวุ่นใจแต่ถึงอย่างไรพระองค์ก็ยังคงมีความปรารถนาเหมือนกับบุคคลทั่วไปเช่นกัน

ตัวอย่างของความเป็นผู้มีจิตใจงดงามเปี่ยมด้วยเมตตาได้แก่ การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  มุ่งมั่นบริจาคทาน ทั้งทรัพย์สิ่งของมีค่าแม้กระทั่งบุตร ภรรยา และชีวิตหากมีผู้ใดต้องการด้วยปรารถนาพระโพธิญาณในภายภาคหน้า ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมของพระองค์ตั้งแต่ประสูติจนถึงคราวถูกเนรเทศก็มิได้ทรงหยุดหย่อนในการบริจาคทาน เช่น

“หน่อพระชินศรีโมลีโลก  พระทัยนั้นปรารถนาจะข้ามโอฆสงสาร  มิได้ย่อหย่อนที่จะบริจาคมหาทาน  เมื่อชนมานได้สี่ห้าพระวรรษา  โอมุญจิตวา จึ่งเปลื้องเครื่องปิลันธนาออกจากพระองค์ทรงประสาทให้แก่พระนมกำนัลในถ้วนหน้าสิ้นวาระเก้าครั้ง ด้วยพระหฤทัยท้าวเธอหวังพระโพธิญาณในอนาคตกาล  นั้นแล

ทานํ ปวตเตสิ ท้าวเธอก็เปรมปรีดิ์ที่จะบริจาคทานมิได้ขาด  จึ่งให้อำมาตย์ทำ ฉทานศาลา  ทานํ ปวตเตตวา ให้จัดแจงทั้งเงินทองเสื้อผ้า ราชวัตถาศุภาภรณ์พรรณแพรม้วนมุ้งม่าน  สรรพภัณฑ์เครื่องดีอันมีค่า  ตามแต่จะปรารถนาแล้วยกให้  แก่ยาจกเข็ญใจทุกถ้วนหน้า  ท้าวเธอทรงพระราชศรัทธามิรู้สิ้น  ดุจพื้นพระธรณินทร์อันหนาหนัก เป็นที่บำรุงรักแก่ไพร่ฟ้า

กํเม พาหิรกํ  ธนํ อย่าว่าแต่เศวตคชาพาหิรกทานอันยอดยากที่จะยกให้  ถ้ามียาจกผู้ใดๆจะปรารถนาซึ่งพาหาหฤทัยนัยน์เนตรทั้งคู่  เราก็อาจจะเชือดชูออกบริจาคให้เป็นทาน  จะแลกพระโพธิญาณในเบื้องหน้า  อย่าว่าแต่จะต้องบัพพาชนียกรรมทำโทษ  ถึงไพร่ฟ้าเขาจะพิโรธรอนรานประหารชีวิต  เราก็มิได้คิดย่อท้อที่จะบำเพ็ญทาน

ตัวอย่างของการไม่ยึดติดกับอำนาจวาสนา และทรัพย์สมบัติ ยอมรับผิดในสิ่งที่กระทำ แม้พระองค์จะถูกเนรเทศก็มิได้เหนี่ยวรั้งพระนางมัทรีเอาไว้ ทรงอนุญาตให้อภิเษกกับชายอื่นที่มาสู่ขอได้ตามใจ

ตัวอย่างของความมีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม สามารถคลี่คลายปัญหาได้โดยแยบคายสังเกตได้จากพฤติกรรมดังนี้

ทำนายฝันให้แก่พระนางมัทรีเพื่อมิให้มีความวิตกบังเกิดขึ้นกับพระนาง ซึ่งจะเป็นการขัดขวางการบริจาคปิยบุตรทานบารมี

แม้นอาตมะจะทำนายทางบุพนิมิตแต่ตามจริง  ไหนนางจะทอดทิ้งพระลูกเล่าด้วยอาลัย  ก็จะเป็นพาหิรกภัยแก่โพธิญาณ  จำจะทำนายด้วยโวหารให้เหตุหาย

ตั้งค่าไถ่ตัวพระกัณหาชาลีไว้สูง เพื่อมีเพียงพระราชอัยกาอัยกีเท่านั้นที่จะสามารถไถ่ตัวทั้งสองพระองค์ได้

เมื่อพระนางกลับมาแล้วไม่เห็นสองกุมาร  พระองค์ก็นำอุบายหึงหวงมาใช้เพื่อหักความเศร้าโศกลง    “อถ มหาสตโต  สมเด็จพระราชสมภาร  เมื่อได้สดับสารพระมัทรี  เธอแสนวิโยคโศกศัลย์สุดกำลัง  ถึงแม้นจะมิตรัสแก่นางมั่งจะมิเป็นการ  จำจะเอาโวหารการหึงเข้ามาหักโศกให้เสื่อมลง”

ตัวอย่างของการตั้งตนอยู่ในอุเบกขา  มีความอดทนอดกลั้น  แม้ชูชกจะโบยตีสองกุมารต่อหน้าพระที่นั่ง พระองค์ก็สามารถระงับอารมณ์ขึ้งโกรธนั้นได้  เช่น

“ดูกร  มหาเวสสันดร อย่าอาวรณ์โว้เว้ทำเนาเขา ข้ากับเจ้าเขาจะตีกันไม่ต้องการ ให้ลูกเป็นทานแล้วยังมาสอดแคล้วเมื่อภายหลัง  ท้าวเธอก็ตั้งพระสมาธิระงับดับพระวิโยค  กลั้นพระโศกสงบแล้ว  พระพักตร์ก็ผ่องแผ้วแจ่มใส”  ดังนี้

พระเวสสันดรทรงตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรมตลอดพระชนมชีพ  และบำเพ็ญปัญจมหาบริจาคครบ ๕ ประการตามความปรารถนาทุกประการ

พระมหาเวสสันดรชาดก  กลับชาติมาเกิดเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นแบบอย่างของผู้เสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

๒. พระนางมัทรี

พระนางมัทรี  เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกมีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่น พระสุณิสาศรีสะใภ้ นางแก้วกัลยาณี พระยอดเยาวอนงค์องค์อัคเรศราชนารี องค์สมเด็จพระชนนีศรีสุนทรราชสุณิสา พระยุพยงเยาวดี  เป็นต้น

พระนางมัทรี  เป็นพระราชธิดาแห่งกษัตริย์มัทราช  อภิเษกสมรสกับพระเวสสันดร  มีพระโอรสชื่อพระชาลีและมีพระธิดาชื่อพระกัณหาพระนางตามเสด็จพระเวสสันดรไปยังเขาวงกต แม้จะถูกพระเจ้ากรุงสญชัยทัดทาน แต่ด้วยความจงรักภักดีต่อพระสวามีพระนางก็ไม่ทรงยินยอม

เมื่อพระนางมัทรีตามเสด็จไปเขาวงกต  พระนางได้ปฏิบัติต่อพระสวามีและสองกุมาร คือลุกขึ้นแต่เช้า กวาดพื้นบริเวณอาศรม ตั้งน้ำดื่ม จัดน้ำสรงพระพักตร์จัดสถานที่ให้เป็นระเบียบและเข้าป่าหาผลไม้ทุกวัน พระนางได้ปรนนิบัติรับใช้และทำตามหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

พระนางมัทรีเป็นแบบฉบับของนางในวรรณคดีที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติต่างๆทั้งการเป็นแม่ที่ประเสริฐของลูก และการเป็นภรรยาที่ดีของสามี  คือมีความอ่อนน้อม  นอบน้อม และอดทนเป็นภรรยาแม่แบบผู้มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตรของสามีสนับสนุนเป้าหมายชีวิตอันประเสริฐที่พระสวามีได้ตั้งไว้  เป็นแบบอย่างของภรรยาตามทัศนะของคนตะวันออก  เช่น ปฏิบัติดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร และมีคุณธรรมสำคัญคือ ซื่อตรง จงรัก และหนักแน่นต่อสามี

พระนางมีความนับถือเชื่อฟัง และจงรักภักดี เมื่อพระเวสสันดรกล่าวเชิงบริภาษพระนาง  พระนางก็ทูลชี้แจง

แม้พระเวสสันดรแกล้งบริภาษเชิงหึง  พระนางมัทรีก็โต้ตอบด้วยถ้อยคำนิ่มนวล  กล่าวชี้แจงความบริสุทธิ์และทูลขอประทานโทษต่อสามี แสดงถึงความมีวัฒนธรรมและจริยวัตรอันงดงามของนางกษัตริย์ มิได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงผิดกุลสตรีและผิดธรรมเนียมแบบอย่างของภรรยาที่ดี  แม้เมื่อพระเวสสันดรประทานสองกุมารแก่ชูชกเป็นบุตรทานพระนางมัทรีก็พลอยอนุโมทนาด้วยแสดงถึงความดีงามของพระนาง ที่ทรงมีน้ำพระทัยศรัทธาในการบริจาคทานเช่นเดียวกับพระเวสสันดร

 

เมื่อพระอินทร์แปลงเป็นพราหมณ์มาทูลขอพระมัทรีต่อพระเวสสันดร  และพระเวสสันดรพระราชทานให้ พระนางก็อยู่ในพระอาการปกติเพราะทรงเชื่อพระทัยว่าพระเวสสันดรทรงเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงยอมตามพระราชอัธยาศัยและที่สุดพระอินทร์ก็ทรงคืนพระนางต่อพระเวสสันดรดังเดิม

เมื่อกองทัพของพระเจ้ากรุงสญชัยไปถึงสระมุจลินท์ พระเวสสันดรคาดว่าเป็นกองทัพของศัตรูจะตามมาทำร้าย แต่พระมัทรีทรงสังเกตทราบว่าเป็นกองทัพของพระเจ้ากรุงสญชัยและทูลให้พระเวสสันดรทราบ

พระนางมัทรีรักและเลี้ยงดูลูกด้วยความทะนุถนอมดูแลเอาใจใส่และให้ความอบอุ่นแก่ลูกเมื่อพระนางมัทรีพลัดพรากจากสองกุมารก็เที่ยวค้นหาพระลูกรักแต่ไม่พานพบได้แสดงถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก

              พระนางมัทรี  กลับชาติมาเกิดเป็น  พระนางยโสธราพิมพา  พระมารดาพระราหุล

๓.  พระชาลี

พระชาลี  เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกมีชื่อเรียกต่างๆ เช่น  พ่อสายใจ  พ่อหน่อน้อยภาคิไนยนาถ  เป็นต้น

พระชาลีเป็นพระราชโอรสของพระเวสสันดรกับพระนางมัทรีเป็นพระเชษฐาของพระกัณหา  พระนัดดาของพระเจ้ากรุงสญชัยและพระนางผุสดีเมื่อเวลาประสูติพระประยูรญาติได้ทรงนำตาข่ายทองมารองรับ  จึงได้รับพระราชทานนามว่า ชาลี  แปลว่าผู้มีตาข่าย

เมื่อพระเวสสันดรทรงถูกเนรเทศออกจากเมือง  พระกัณหาและพระชาลีได้โดยเสด็จด้วยขณะที่ชูชกไปทูลขอพระกุมารทั้งสอง   ชูชกได้ขู่พระกุมารตั้งแต่แรกเห็น พระกุมารทั้งสองจึงเกรงกลัวชูชกมาก ครั้นทรงทราบว่าพระบิดาประทานพระองค์ให้แก่ชูชกจึงหนีไปซ่อนองค์ในสระบัวเมื่อพระบิดาตรัสเรียกพระชาลีก็ขึ้นจากสระโดยคิดว่าจักให้พระบิดาเรียกถึงสองครั้งมิบังควร

            พระเวสสันดรทรงกำหนดค่าของพระชาลีเท่ากับพันตำลึงทองและทรงหลั่งน้ำยกพระกุมารให้แก่ชูชก

ชูชกนำพระกุมารทั้งสองออกจากเขาวงกต  รอนแรมมาได้ประมาณ ๖๐ โยชน์ ครั้นตกกลางคืนก็เอาเถาวัลย์ผูกพระกุมารไว้ส่วนชูชกขึ้นไปนอนบนคาคบไม้ตลอดทางเทวดาก็ช่วยบำรุงรักษามิให้มีอันตรายมาแผ้วพานและดลใจให้ชูชกเดินทางไปทางกรุงสีพี   ได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุง สญชัยเมื่อชูชกกราบทูลว่าพระเวสสันดรทรงประทานพระโอรสและพระธิดาให้หมู่อำมาตย์ก็พากันติเตียนพระเวสสันดรว่าน้ำพระทัยดีเกินไปเมื่อประทับในเมืองก็พระราชทานช้างแก้ว ครั้นประทับ ณ เขาวงกตก็ประทานโอรสธิดาอีก

พระชาลีแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระบิดา ทรงแก้ข้อกล่าวหาของเหล่าอำมาตย์ที่ดูหมิ่นพระเวสสันดรในการบริจาคทานพระราชกุมารทั้งสอง

พระชาลีทรงมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและมีคารมคมคาย เมื่อพระเจ้ากรุงสญชัยตรัสเรียกให้มาประทับร่วมพระอาสน์ พระชาลีกราบทูลว่าเป็นข้าของชูชกมิบังอาจไปใกล้ชิดได้ด้วยเกรงว่าพระองค์จะมัวหมอง

พระเจ้ากรุงสญชัยเมื่อได้ยินคำตัดพ้อของพระชาลีจึงทรงไถ่ถอนให้พ้นจากการเป็นทาสและยังพระราชทานปราสาท ๗ ชั้น ให้แก่ชูชกอีกด้วยและรับสั่งให้จัดพิธีสมโภชรับขวัญพระกุมารทั้งสอง

เมื่อพระเจ้ากรุงสญชัยตรัสถามถึงพระเวสสันดรและพระมัทรีพระชาลีก็กราบทูลถึงความทุกข์ที่ทั้งสองพระองค์ทรงได้รับและตัดพ้อพระอัยกาว่าพระโอรสพระองค์ยังไม่ทรงรักจะมารักพระนัดดาได้อย่างไร พระเจ้ากรุงสญชัยจึงตรัสขอโทษพระชาลีและทรงยอมรับว่าเป็นความผิดของพระองค์เองที่ทรงเชื่อผู้อื่นขับไล่พระเวสสันดรไปและรับสั่งให้พระชาลีไปทูลเชิญเสด็จกลับพระนคร  พระชาลีกราบทูลว่าพระองค์ยังเป็นพระกุมารคำกล่าวจะไม่มีน้ำหนัก พระเวสสันดรอาจจะไม่ทรงเชื่อและไม่เสด็จกลับพระนคร  พระเจ้ากรุงสญชัยจึงเสด็จไปรับพระเวสสันดรยังเขาวงกตโดยมีพระชาลีทรงช้างปัจจัยนาคที่พรามหณ์เมืองกลิงคราษฎร์นำมาถวายคืน

พระชาลีทรงมีสถานะเป็นพระโอรสของพระเวสสันดร  ทรงมีความกตัญญูเป็นเลิศ ทรงยอมเป็นบุตรทานให้พระบิดาทรงบริจาคแก่ชูชกเพื่อให้พระบิดาได้สำเร็จพระโพธิญาณค้นพบทางหลุดพ้นจากสังสารวัฏ  และเมื่ออำมาตย์กล่าวดูแคลนพระบิดา  ก็ทรงแก้ต่างแทนพระบิดาให้อำมาตย์เหล่านั้นได้เห็นกระจ่างถึงความจริงในตัวพระบิดาแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูรู้คุณบุพการีของพระชาลีที่ไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นบิดามารดาของตนในทางที่ไม่เป็นจริงเป็นผู้ที่สามารถประพฤติตนได้เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ  รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่  และรู้จักกาล รู้ว่าเวลาไหนควรปฏิบัติตนอย่างไร เป็นต้น

พระชาลี  กลับชาติมาเกิดเป็น  พระราหุล เป็นสามเณรรูปแรกของพุทธศาสนาเมื่อบวชเป็นภิกษุแล้วบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ใคร่ในการศึกษาท่านนิพพานก่อนพระพุทธองค์ ก่อนพระสารีบุตร ก่อนพระโมคคัลลานะ  ดับขันธปรินิพพานที่บัณทุกัมพลศิลาอาสน์ ณดาวดึงส์เทวโลก

๔. พระกัณหา

พระกัณหา หรือ กัณหาชินา เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกเป็นพระธิดาของพระเวสสันดรและพระนางมัทรี เป็นพระนัดดาของพระเจ้ากรุงสญชัยและพระนางผุสดี และเป็นพระกนิษฐาของพระชาลี

พระกัณหาเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้พระเวสสันดรได้บำเพ็ญบุตรทานบารมีซึ่งเป็นทานอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถทำได้  นอกจากมหาบุรุษผู้ทรงหวังพระโพธิญาณเท่านั้นดังที่พระเวสสันดรทรงตรัสว่า

“พระลูกเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรือพระบิตุรงค์บรรจงรักพระโพธิญาณ หวังจะยังสัตว์ให้ข้ามห้วงมหรรณพภพสงสารให้ถึงฟากเป็นเยี่ยงอย่างยอดยากที่จะข้ามได้”

พระกัณหาเป็นผู้ที่มีความกตัญญูเชื่อฟังคำสั่งสอนและมีความเฉลียวฉลาด ได้ติดตามพระเวสสันดรและพระมัทรีไปยังเขาวงกต  เมื่อถูกยกให้แก่ชูชกก็หาทางหลบหนี เช่น

“สองเจ้าก็วิ่งวนถึงมงคลสระศรี  สองกุมารกุมารีทรงผ้าคากรองเข้าให้มั่นคง  แล้วเสียรอยถอยหลังลงสู่สระศรี  เอาวารีมาบังองค์   เอาใบบุษบงมาบังพระเกศ หวังจะซ่อนพระบิตุเรศกับพราหมณ์ด้วยความกลัว  อยู่ในสระบัว นั้นแล”

และเมื่อพระเวสสันดรตรัสเรียกโดยกล่าวว่า

“…ไยเจ้าไม่องอาจยอมย่อท้อทิ้งพระบิดา ให้พราหมณ์มันจ้วงจาบหยาบช้าเจ้าเห็นชอบอยู่แล้วหรือหนาพ่อสายใจ…”

ทั้งสองกุมารก็ขึ้นจากสระมาแต่โดยดี

พระกัณหาเป็นผู้ว่าง่ายถึงคนคนนั้นจะดีหรือไม่ดีต่อตนก็ตามก็ยังเชื่อฟังคำสั่งโดยไม่ขัดขืน  และยังมีน้ำใจคอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ เป็นผู้ที่เข้าใจในเจตนาของพระเวสสันดรที่เสียสละเพื่อประโยชน์ของชนหมู่มากแม้การเสียสละนั้นจะทำให้ตนเองลำบากก็พร้อมที่จะเข้าใจเหตุผลความจำเป็นที่ตนต้องเสียสละ

พระนางกัณหา  กลับชาติมาเกิดเป็น   พระอุบลวรรณาเถรี   ชำนาญในการแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้รับตำแหน่งในทางเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย  ในฝ่ายผู้มีฤทธิ์และเป็นอัครสาวิกาฝ่ายซ้าย

๕.  ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์)

ท้าวสักกเทวราช   เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นพระราชสวามีของพระนางผุสดีขณะสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์  มีนามเรียกต่างๆเช่น โกสีย์  อมรินทร์  ศักรินทร์ วัชรินทร์  เทวราช  จอมสิเนรุราช ตรีเนตร  เทวราชสุราธิบดี  พัชรินทรเทวราช  มัฆวาน สมเด็จบรมสุราฤทธิ์  เทวราชสุราธิบดี  เพชรปาณี  ทิพยจักษุเทเวศร์  ท้าวพันตา สหัสจักษุเทเวศร์  สหัสนัยน์  สหัสเนตร สหัสภานุมาศ  สุชัมบดี  เป็นต้น

                ท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์เป็นตัวละครที่เป็นตัวเชื่อมเหตุการณ์ต่างๆภายในเรื่องมหาเวสสันดรชาดกให้เนื้อหามีความต่อเนื่องกัน  คอยช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี และยังเป็นผู้ดลบันดาลให้ตัวละครต่างๆได้มาพบกันด้วย

                บทบาทของท้าวสักกเทวราชมีอยู่ในเรื่องเวสสันดรชาดกเกือบทุกกัณฑ์ ตั้งแต่

กัณฑ์ทศพร   พระนางผุสดีจะจุติจากสวรรค์ได้ขอประทานพร ๑๐ ประการ

กัณฑ์หิมพานต์ ทรงรำพึงถึงพระพรที่ประสาทให้แก่พระนางผุสดีว่า พระพรทั้งเก้าก็ได้สำเร็จยังแต่พระลูกแก้วที่พระนางปรารถนา พระองค์ก็เห็นควรจะประสิทธิ์ให้

กัณฑ์วนประเวศน์  ทรงสั่งให้พระเวสสุกรรมเทพบุตรมานิมิตบรรณศาลา ๒หลัง ที่จงกรม ๒ หลังกับที่พักกลางวันและกลางคืนพร้อมด้วยเครื่องบรรพชิตบริขารทุกประการ

กัณฑ์มัทรี  ทรงสั่งให้เทวดาจำแลงเป็นสัตว์ร้าย ๓ ชนิดนอนขวางทางพระนางมัทรีไม่ให้เสด็จตามไปทันสองกุมาร

กัณฑ์สักกบรรพ  นิรมิตองค์เป็นพราหมณ์เข้าไปทูลขอพระมัทรีเพื่อว่าเมื่อประทานให้แล้วจะถวายคืนให้พระนางได้อยู่ปฏิบัติรับใช้ต่อไป

กัณฑ์ฉกษัตริย์  หกกษัตริย์ทรงกันแสงจนสลบไปทรงบันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมา หกกษัตริย์ต่างก็ฟื้นคืนสมปฤดี

พระอินทร์เป็นเทพที่มีจิตใจดีมีความเมตตากรุณา เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมชอบช่วยเหลือคนดีมีคุณธรรมที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก และทรงเป็นผู้มองการณ์ไกล ทรงเล็งเห็นว่าพระเวสสันดรมีจิตปรารถนาพระโพธิญาณในอนาคตกาลจึงทรงคอยช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้พระเวสสันดรทรงสมปรารถนาอยู่เสมอ

ตัวอย่างของความมีจิตใจดีมีเมตตากรุณาเช่นในกัณฑ์ทศพรและกัณฑ์หิมพานต์ ทรงเมตตาประทานพร ๑๐ ประการให้ตามที่พระนางผุสดีขอและยังพรนั้นให้สำเร็จตามที่พระนางปรารถนา ส่วนในกัณฑ์ฉกษัตริย์ก็ทรงบันดาลฝนโบกขรพรรษให้ตกลงมาประพรมให้กษัตริย์ทั้งหกฟื้นคืนสมปฤดี

ความเป็นเทพที่คอยปกป้องคุ้มครองคอยช่วยเหลือบุคคลที่ทำแต่ความดีที่เดือดร้อนในโลกมนุษย์ เช่นในกัณฑ์วนประเวศน์ได้ช่วยเหลือพระเวสสันดร พระนางมัทรี พระกัณหาและพระชาลีในระหว่างเดินทางไปยังเขาวงกตและเมื่อเสด็จถึงเขาวงกตก็พบพระอาศรมที่ได้ให้พระวิศนุกรรมมาเนรมิตไว้ให้

ความเป็นเทพที่มีความคิดละเอียดรอบคอบเช่นสั่งให้เทวดาจำแลงเป็นสัตว์ร้าย ๓ ชนิด คือราชสีห์ เสือเหลือง และเสือโคร่งนอนขวางทางพระนางมัทรีเพื่อไม่ให้พระนางตามไปขัดขวางการบริจาคปุตตทานของพระเวสสันดรได้ในกัณฑ์มัทรี  และในกัณฑ์สักกบรรพพระองค์ก็ทรงเกรงว่าจะมีผู้อื่นมาขอพระนางมัทรีจึงแปลงองค์เป็นพราหมณ์มาทูลขอพระนางเสียก่อน เมื่อพระเวสสันดรประทานให้  พระอินทร์ทรงอนุโมทนาแล้วก็ถวายคืนพร้อมทั้งแสดงองค์ให้ปรากฏและพระราชทานพร๘ ประการแก่พระเวสสันดรด้วย รวมความว่าพระอินทร์คอยช่วยเหลือพระเวสสันดรตลอดเรื่องเช่น ไม่ให้พระเวสสันดรวิบัติ ไม่ให้พระเวสสันดรขัดข้อง ไม่ให้พระเวสสันดรต้องกังวล  ให้พระเวสสันดรบรรลุผลดังปรารถนา

ท้าวสักกเทวราช  กลับชาติมาเกิดเป็น  พระอนุรุทรเถระ  เป็นผู้ไม่รู้จักคำว่า ไม่มี และไม่ได้บวชด้วยศรัทธาแต่บวชเพราะเกรงใจเมื่อสำเร็จเป็นพระอรหัต์แล้วได้รับยกย่องว่าเป็นเอตคัคคะทางผู้มีทิพยจักษุญาณเป็นปฐมเหตุประเพณีทอดผ้าบังสุกุล หรือทอดผ้าป่า นิพพาน ณ ภายใต้ร่มกอไผ่ในหมู่บ้านเวฬุวะ แคว้นวัชชี

๖. พระนางผุสดี

พระนางผุสดี  เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เดิมเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าพันธุมราชชื่อสุธัมมา        ต่อมาได้บังเกิดเป็นอัครมเหสีของสมเด็จพระอมรินทราธิราชชื่อผุสดี เมื่อจุติจากสวรรค์ได้ถือกำเนิดเป็นพระราชธิดาของพระเจ้ามัททราช ครั้นเจริญวัยก็ได้อภิเษกเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัยและเป็นพระมารดาของพระเวสสันดร

พระนางผุสดีธิดากษัตริย์มัททราช  มเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัยแห่งกรุงสีพีราษฎร์และพระมารดาของพระเวสสันดรนั้น เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าพันธุมราชแห่งพันธุมดีนครทรงได้รับพระราชทานแก่นจันทน์แดงจากพระราชบิดาจึงได้นำไปบดใส่ผอบทองและถวายแด่พระวิปัสสิสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งอธิษฐานว่าขอให้ได้เป็นพุทธมารดาในอนาคต ด้วยกุศลผลบุญนี้ทำให้พระนางได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ เป็นพระมเหสีของพระอินทร์  ครั้นเมื่อถึงกำหนดจะจุติจากสวรรค์ก็ได้รับพระราชทานพร ๑๐ ประการจากพระอินทร์ด้วย

พระนางผุสดีมีอุปนิสัยรักสวยรักงามเช่นในพรที่ขอจากพระอินทร์ส่วนมากก็จะยึดติดกับรูปกายภายนอก เช่น ขอให้ดวงเนตรทั้งสองมีสีดำประดุจดวงตาลูกเนื้อทราย  ขอให้มีพระขนงเขียวดุจสร้อยคอนกยูง  ขออย่าให้มีพระครรภ์ปรากฏนูนดังสตรีสามัญ ขออย่าให้พระถันทั้งคู่ดำในเวลาทรงครรภ์และเมื่อประสูติแล้วขออย่าให้หย่อนยาน  ขอให้เส้นพระเกศเป็นมันดุจสีปีกแมลงค่อมทอง  และขอให้พระฉวีละเอียดดุจดังทองคำธรรมชาติ ส่วนในข้อที่แสดงว่าพระนางเป็นผู้มีความเมตตากรุณาก็คือ ได้ขอพระราชทานพรให้ทรงมีอำนาจปลดปล่อยนักโทษประหารชีวิตให้พ้นโทษและในข้อที่แสดงความยึดมั่นในตำแหน่งฐานะก็คือขอให้ได้ประทับในปราสาทพระเจ้าสีวีราช

พระนางผุสดีในฐานะพระราชมารดาทรงเป็นแม่ที่รักลูก ห่วงใยลูก เมื่อลูกมีปัญหาก็รีบหาทางช่วยแก้ไข  แต่ในฐานะของผู้ปกครองประเทศก็จะออกเดินทางไปเยี่ยมเยือนประชาชนดูแลทุกข์สุขของประชาชน และประทานเงินทองให้แก่ราษฎรส่วนในฐานะของพระอัครมเหสีก็สามารถเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้ากรุงสญชัยได้เป็นอย่างดี

พระนางผุสดี  กลับชาติมาเกิดเป็น  พระนางสิริมหามายา

๗. พระเจ้ากรุงสญชัย

พระเจ้ากรุงสญชัย  เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกมีชื่อเรียกต่างๆกันเช่น สมเด็จพระบรมกษัตริย์ พระปิ่นเกล้ามกุฎพิภพสีพี สมเด็จพระอัยกาธิบดีศรีสมมุติเทพวงศ์ เป็นต้น

พระเจ้ากรุงสญชัย  เป็นพระราชาแห่งกรุงสีพีราษฎร์พระราชบิดาของพระเวสสันดร เมื่อพระโอรสมีพระชนมายุสมควรจะสืบราชสมบัติแล้วก็ทรงสละราชสมบัติให้ทรงปกครองต่อไปพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองมากกว่าประโยชน์ส่วนพระองค์เอง ทรงเนรเทศพระเวสสันดรออกจากเมืองพร้อมด้วยพระนางมัทรี  พระชาลี และพระกัณหาเมื่อชาวเมืองมาร้องทุกข์ว่าพระโอรสทรงกระทำผิดแม้พระมเหสีจะทูลขอร้องประการใดก็มิได้คืนคำทั้งที่ทรงอาลัยรักในพระโอรสแต่ก็ทรงหักพระทัยได้เพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมืองและยังได้ทรงไถ่ตัวพระชาลีและพระกัณหาคืนจากชูชกด้วย

พระเจ้ากรุงสญชัยแม้จะเป็นพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อทรงทราบว่าพระองค์เป็นผู้ผิดก็หาได้ทรงมีทิฐิไม่  ทรงขอโทษพระชาลีซึ่งเป็นพระนัดดา  ตอนรับพระเวสสันดรกลับเข้าเมืองก็ได้ตรัสขอโทษพระเวสสันดร

พระเจ้ากรุงสญชัย  กลับชาติมาเกิดเป็น  พระเจ้าสุทโทธนะ

๘. ชูชก

ชูชก เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกเป็นผู้เกิดในตระกูลพราหมณ์โภวาทิกชาติซึ่งเป็นพราหมณ์พวกที่ถือตนว่ามีกำเนิดสูงกว่าผู้อื่นมักใช้คำว่า “โภ”แปลว่า “ผู้เจริญ” เป็นคำร้องเรียก

              แม้ชูชกจะเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่ถือตนว่ามีกำเนิดสูงกว่าผู้อื่นแต่ชูชกก็ยากจนเข็ญใจยิ่ง ต้องเที่ยวขอทานเขาเลี้ยงชีพ ชูชกมีบ้านอยู่ในหมู่บ้านทุนนวิฐติดกับเมืองกลิงคราษฎร์  มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดประกอบด้วยบุรุษโทษ ๑๘ประการ

ลักษณะนิสัยของชูชก

๑.  มีความตระหนี่เหนียวแน่น  ขอทานได้มากเท่าไรก็เก็บไว้ไม่ยอมนำไปใช้จ่ายจนได้ถึง ๑๐๐ กษาปณ์

๒.  มีความโลภ เที่ยวขอทานจนมีเงินมากมายก็ยังไม่ยอมหยุดเพื่อนำเงินมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนยังคงขอเรื่อยไป

๓.  รักและหลงเมีย  ยอมให้นางทุกอย่าง เช่น “ทีนี้งานการเจ้าอย่าได้ทำ ทั้งหุงต้มตักตำตามใจเจ้าเถิดนะแม่ ขอแต่ว่ามานั่งให้พี่นี้แลๆพอให้ชื่นใจ พี่ก็จะรับร่ำกระทำไปไม่ละเลย”  แม้รู้ว่าการเดินทางไปเฝ้าพระเวสสันดรนั้นแสนยากลำบากเพียงใด

๔.  เป็นคนฉลาด  มีเล่ห์เหลี่ยมมาก  ฉลาดทั้งในด้านการพูดและกลอุบาย

- ฉลาดในการพูด เช่น ก่อนที่จะทูลขอสองกุมารได้ยกแม่น้ำทั้งห้าขึ้นมาเปรียบกับน้ำพระทัยของพระเวสสันดร  เป็นการหว่านล้อมเสียก่อนแล้วจึงทูลขอว่า  “เสมือนหนึ่งน้ำพระทัยทูลกระหม่อมแก้ว  อันยาจกมาถึงแล้วไม่เลือกหน้า  ตามแต่จะปรารถนาทุกยวดยานกาญจนอลงกตรถรัตน  อัศวสรรพสารพัดพิพิธโภไคย  จนกระทั่งถึงภายในปัญจมหาบริจาค  อันเป็นยอดยากยิ่งไม่ท้อถอย  ด้วยพระองค์หมายมั่นพระสร้อยสรรเพชฌดาญาณ  พระคุณเจ้าเอ่ย  ข้าพระราชสมภารนี้เป็นคนจนทุพพลภาพสุดเข็ญ  จะหาเช้าได้กินเย็นก็ทั้งยาก ครั้งนี้อุตส่าห์บ่ายบากบุกป่าฝ่าดงพนัสแสนกันดาร  หวังจะรับพระราชทานพระชาลีกัณหาไปเป็นทาสทาสี  ขอพระองค์ทรงยกยอดปิยบุตรทานบารมีแก่ข้าธชีนี้เถิด”

- ฉลาดในกลอุบาย คือเมื่อพบเจตบุตรถูกเจตบุตรขู่จะฆ่าก็แกล้งบอกว่าตนเป็นทูตจากพระเจ้ากรุงสญชัยถือพระราชสารไปยังพระเวสสันดร  โดยอ้างกล่องใส่อาหารว่าเป็นกล่องใส่พระราชสาร  เจตบุตรจึงเข้าช่วยเหลือ

               “เข้าประคับประคองแต่ค่อยค่อยพยุพยุงถุงย่าม ได้ยินเสียงกรุกรักก็ทักถามว่าอะไรนั่นเจ้าข้า ตาแกก็กลับกลักพริกกลักงาว่าใส่สาส์นตราพระราชสีห์  เจตบุตรก็ยินดียกขึ้นทูนหัว เฒ่าก็ร้องสำทับว่ารับแต่ค่อยค่อยของมันหนักกลักนี้มิใช่ชั่วอย่าเหวี่ยงวางลงให้ราบ  เจตบุตรก็ปูผ้าลงกราบกราบนึกว่าจริง”

๕.  มีความละเอียดรอบคอบ  เมื่อจะจากนางอมิตตดาไป  ได้หาฟืน ตักน้ำ  และซ่อมบ้านให้เรียบร้อย ทั้งยังสั่งสอนนางให้ระวังตัวเกรงจะถูกคนพาลมารังแก

๖.  มีความยึดมั่นในพิธีทางไสยศาสตร์  เช่น

“เฒ่าก็ยังอมิตตดาดรุเณศ  ให้นั่งนิ่งในทักษิณประเทศสืบสายสำเนียน  แล้วกระทำประทักษิณวนเวียนวงได้สามรอบ  ตามฉบับระบอบไสยศาสตร์เพท ว่าทั้งผู้อยู่ก็จะไม่มีภัยทั้งผู้ไปก็จะไม่มีเหตุ  หากจะให้เจริญสุขสวัสดิ์วิเศษทั้งสองข้าง”

ชูชกเป็นตัวอย่างของคนที่ติดอยู่ในกาม ต้องมาตกระกำลำบากในยามชราเข้าลักษณะว่า  “วัวแก่กินหญ้าอ่อน”  ในตำราหิโตปเทศกล่าวว่า  “ความรู้เป็นพิษเพราะเหตุไม่ใช้  ปราสาทเป็นพิษเพราะคนเข็ญใจ  อาหารเป็นพิษเพราะไฟธาตุไม่ย่อย  เมียสาวเป็นพิษเพราะผัวแก่” ชูชกแสดงให้เห็นว่าเป็นจริงทุกประการ เช่น ปราสาทเป็นพิษเพราะคนเข็ญใจเพราะชูชกอยู่บนประสาทได้ไม่ถึงเจ็ดวันก็ตาย อาหารเป็นพิษเพราะไฟธาตุไม่ย่อยชูชกกินอาหารจนเกินขนาดทำให้อาหารไม่ย่อยจึงตาย เมียสาวเป็นพิษเพราะผัวแก่ชูชกได้ความลำบากก็เพราะนางอมิตดาใช้

              ชูชก  กลับชาติมาเกิดเป็น  พระเทวทัต  สุดท้ายถูกแผ่นดินสูบ

 

๙.  นางอมิตตดา

นางอมิตตดา  เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น อมิตดา อมิตตา   และอมิตตตาปนา

ในกัณฑ์ชูชกได้กล่าวถึงนางอมิตตดาว่าเป็นบุตรสาวของพราหมณ์ซึ่งชูชกได้นำเงินไปฝากไว้เป็นเงิน ๑๐๐ กษาปณ์  แต่บิดาของนางได้นำเงินไปใช้จ่ายจนหมด เมื่อชูชกมาทวงจึงต้องจำใจยกนางอมิตตดาให้เป็นภรรยาของชูชก

นางอมิตตดาเป็นคนสวยและขยันในกิจการงานบ้านงานเรือนปรนนิบัติชูชกเยี่ยงภรรยาที่ดีจนเป็นเหตุให้พราหมณ์ในละแวกนั้นโกรธเคืองภรรยาของตน  เพราะเห็นว่าภรรยาของตนไม่ดีเท่าอมิตตา  บรรดาภรรยาพราหมณ์ทั้งหลายจึงพากันโกรธรุมด่าทอนางอมิตตดา เมื่อกลับมาถึงเรือนแม้ชูชกจะขอทำงานแทนนาง  นางก็ไม่ยินยอมที่จะใช้สามี  ได้ขอให้ชูชกไปขอสองกุมารมาเป็นทาสช่วงใช้

นางอมิตตดามีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่  เป็นแบบอย่างของลูกที่เชื่อฟังและอยู่ในโอวาทเมื่อต้องไปเป็นภรรยาของเฒ่าชูชกเพราะพ่อแม่ของตนไม่มีเงินใช้หนี้นางก็มิได้ขัดขืนแต่อย่างใด

“ส่วนว่านางอมิตตดานั้นเป็นลูกเหล่าตระกูลไม่เสียชาติ  ไม่คิดว่าตัวเป็นสาวได้ผัวแก่แล้วก็เป็นเมียทาสคิดว่าทุกข์ของพ่อแม่กรรมแล้วก็ตามกรรม…”

นางเป็นภรรยาที่ดีปฏิบัติต่อสามีอย่างไม่ขาดตกบกพร่องและเป็นผู้ที่รักษาประเพณีไม่ยอมให้สามีต้องทำหน้าที่แทนตนตามคตินิยมของคนในยุคนั้น

“…เป็นต้นว่าหาหุงต้มตักตำทุกค่ำเช้าไม่ขวยเขินละอายเพื่อน เวลาเช้าเจ้าก็ทำเวลาค่ำเจ้าก็มิให้เตือนทั้งการเรือนเจ้าก็มิให้ว่าทั้งฟืนเจ้าก็หักทั้งผักเจ้าก็หาเฝ้าปฏิบัติเฒ่าชราทุกเวลากาล นั้นแล”

ชูชกทั้งรักและหลงนางอมิตตดาเมื่อต้องจากนางเดินทางไปขอสองกุมารจึงซ่อมแซมบ้านให้และสั่งสอนนางอมิตตดาให้อยู่กับบ้านอย่าไปไหน อย่าเที่ยวคบเพื่อนจะเสียตัวผู้ชายชั่วจะหยอกเอิน  ถ้ามีคนมาพูดเกี้ยวก็อย่าได้ต่อคำ  ถ้าผู้ชายเข้ามาใกล้ก็อย่าได้ทักทายเพราะจะรู้ว่าชูชกไม่อยู่

ในขณะเดียวกันนางอมิตดาก็เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองปล่อยชีวิตของตนให้เป็นไปตามกระแสของสังคมจนเกินควร จึงแสดงนิสัยพาล พูดจาไม่สุภาพใจร้ายและข่มขู่สามี

“…ว่ากระไรหาอ้ายเฒ่าจัญไรนี้จะไม่ไปหรือ  ทำหน้าเป็นหน้างั่งหง่อยเหงาโง่…”

              นางอมิตตดา  กลับชาติมาเกิดเป็น  นางจิญจมาณวิกา  ถูกแผ่นดินสูบหน้าวัดเชตวันมหาวิหารอยู่บริเวณใกล้ๆกับเทวทัตนั้นเอง

๑๐.  พระอัจจุตฤาษี

พระอัจจุตฤาษี  เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกบางทีเรียกพระมุนี  พระนักสิทธิ์  พระสิทธาจารย์ โยคี  และพระฤาษี

พระอัจจุตฤาษี เป็นผู้บอกทางเข้าเขาวงกตให้ชูชกไปพบพระเวสสันดร โดยหลงกลเฒ่าชูชกที่หลอกลวงว่าเป็นกัลยาณมิตรของพระเวสสันดร  จึงนอกจากจะให้ที่พักพิงและต้อนรับชูชกเป็นอย่างดีแล้วยังให้กินผลไม้และบอกทางไปยังอาศรมของพระเวสสันดรด้วย

พระอัจจุตฤาษีเป็นผู้บำเพ็ญเพียรบารมีอย่างเคร่งครัด มีความเมตตากรุณามากเช่น ให้ชูชกได้พักผ่อนตามอัธยาศัย  ให้กินผลไม้ที่ตนเก็บไว้เป็นอาหาร  และยังให้อาหารสำหรับการเดินทางไปหาพระเวสสันดรจะเห็นได้ว่าพระอัจจุตฤาษีเป็นแบบอย่างของนักธรรมผู้ฉลาดแต่ขาดเฉลียวเพราะเป็นผู้มีเมตตามากจึงถูกลวงได้ง่าย

              พระอัจจุตฤาษี  กลับชาติมาเป็น  พระสารีบุตร  เป็นอัครสาวกฝ่ายขวา ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะว่าผู้เลิศด้วยปัญญาเทศน์โปรดโยมแม่แล้วนิพพาน

๑๑.  พรานเจตบุตร

พรานเจตบุตร  เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกบางทีเรียกว่าพรานป่า เป็นพรานผู้ชำนาญป่าชาวเจตราษฎร์ ที่มีร่างกายกำยำล่ำสัน สูงใหญ่หนวดเคราดก  วาจาหยาบ  ใจกล้าดุดันและเหี้ยมโหดได้รับมอบหมายจากกษัตริย์เจตราษฎร์ให้ไปคอยรักษาต้นทางเพื่อมิให้ผู้ใดไปรบกวนพระเวสสันดร  เช่น ชาวสีพีใช้ให้คนมาทำร้ายหรือยาจกติดตามไปขอพระกุมาร ยกเว้นแต่ทูตของกรุงสีพี หรือผู้รับคำสั่งจากพระเจ้าเจตราษฎร์เท่านั้น

เมื่อชูชกเดินทางไปขอสองกุมารจากพระเวสสันดรจนถึงถิ่นที่พรานเจตบุตรดูแลก็ลวงเจตบุตรว่า ชาวสีพีหายโกรธเคืองพระเวสสันดรแล้ว พระเจ้ากรุงสญชัยและพระนางผุสดีมีพระประสงค์จะพบพระโอรสจึงให้ชูชกเป็นทูตไปเชิญพระเวสสันดรกลับบ้านเมือง  พรานเจตบุตรก็ดีใจต้อนรับเลี้ยงดูชูชกเป็นอย่างดี  ให้พักอาศัย จัดเสบียงอาหารให้และแนะนำทางที่จะไปยังอาศรมของพระอัจจุตฤาษีต้นทางที่จะเข้าสู่อาศรมของพระเวสสันดรเพื่อให้แวะถามถึงหนทางที่จะไปยังเขาวงกตต่อไป

พรานเจตบุตรเป็นแบบอย่างของคนดีแต่ไม่ฉลาดจึงตกเป็นเหยื่อของคนหลอกลวงที่มากไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมอย่างชูชก

พรานเจตบุตร  กลับชาติมาเกิดเป็น  พระฉันนะเถระ       

๑๒.  พระเจ้ามัททราช

พระเจ้ามัททราช  เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกเป็นกษัตริย์ผู้ครองแคว้นมัททราช ในเรื่องกล่าวถึงพระเจ้ามัททราชสองพระองค์ พระองค์หนึ่งเป็นพระราชบิดาของพระนางผุสดีผู้เป็นมเหสีของพระเจ้าสญชัยและมีพระโอรสพระนามว่าเวสสันดร ส่วนอีกพระองค์หนึ่งคือพระราชบิดาของพระมัทรี มเหสีของพระเวสสันดร

พระเจ้ามัททราชที่เป็นพระราชบิดาของพระมัทรีนั้นอาจจะเป็นพระเชษฐาหรือพระอนุชาของพระนางผุสดีก็ได้ เพราะในตอนที่กล่าวถึงพระเวสสันดรเมื่ออภิเษกกับพระมัทรีนั้นได้กล่าวไว้ว่า“พระมัทรีเป็นราชธิดาในมาตุลราชวงศ์”  คำว่า “มาตุล”อาจหมายถึง “ลุง” หรือ “น้า” (ญาติฝ่ายแม่) ก็ได้

พระเจ้ามัททราช    กลับชาติมาเกิดเป็น  พระมหานามศากยราช    ซึ่งพระมหานามศากยราชเดิมเป็นราชบุตรพระเจ้าอมิโตทนราชผู้เป็นพระเจ้าอาของพระสิทธัตถะกุมาร

๑๓.  พระเวสสุกรรม                         

           พระเวสสุกรรม  เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก  มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า พระวิสสุกรรม  หรือพระวิศณุกรรม

บทบาทและพฤติกรรม ในกัณฑ์วนประเวศน์พระวิสสุกรรมเป็นผู้ที่ได้รับคำสั่งจากพระอินทร์ให้มานิรมิตบรรณศาลาไว้ ๒ หลังหลังหนึ่งให้กับพระเวสสันดร อีกหลังหนึ่งให้กับพระนางมัทรี พระกัณหาและพระชาลีพร้อมด้วยเครื่องบรรพชิตบริขารทุกประการแล้วบันดาลให้สัตว์ร้ายและนกอันมีเสียงที่ไม่ไพเราะหนีไปอยู่ที่อื่นและกำชับให้เจ้าป่าดูแลทั้งสี่กษัตริย์เป็นอย่างดี

พระวิสสุกรรมคือเทพบุตรผู้มีคุณธรรม ปฏิบัติดี เป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของพระอินทร์ เป็นแบบอย่างลูกน้องที่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้านายอย่างดีไม่ขาดตกบกพร่องซึ่งจะเห็นได้จากการที่พระอินทร์สั่งให้พระวิสสุกรรมลงมาเนรมิตอาศรมและคอยดูแลทั้งสี่กษัตริย์

พระวิสสุกรรม   กลับชาติมาเกิดเป็น   พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางมีฤทธิ์มาก

๑๔.ช้างปัจจัยนาค

ช้างปัจจัยนาค  เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกปรากฏในกัณฑ์หิมพานต์ กัณฑ์มหาราช และนครกัณฑ์เป็นช้างคู่พระบารมีของพระเวสสันดร มีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่น ช้างปัจจัยนาเคนทร์ ช้างต้นมงคลเศวตไอยรา เศวตคชาคเชนทรปัจจัย  และพระคชินทเรศเศวตคชาพิเชียรพิชัยปัจจัยนาค

ในกัณฑ์หิมพานต์กล่าวถึงเมื่อพระนางผุสดีประชวรพระครรภ์และประสูติพระราชกุมารกลางพระนคร ณตรอกพ่อค้า  โดยได้รับการถวายพระนามว่า “เวสสันดร” ได้มีนางช้างตระกูลฉัททันต์ชื่อ “กเรณุ” พาลูกช้างสีขาวบริสุทธิ์มาไว้ในโรงช้างต้น  ลูกช้างนี้มีชื่อว่า “ปัจจัยนาค”เป็นช้างแก้วอุดมด้วยมงคลลักษณะอันเลิศยิ่งนัก  ไม่ว่าจะไปยังพื้นที่แห่งใดก็จะบันดาลความอุดมสมบูรณ์มายังพื้นที่นั้นๆขณะนั้นเมืองกลิงคราษฎร์เกิดวิบัติข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ประชาชนยากแค้นแสนสาหัส   แม้ว่าเจ้าเมืองกลิงคราษฎร์จะพยายามบำเพ็ญพิธีกรรมต่างๆเพื่อให้ฝนตกก็ไม่สำเร็จ  จึงได้ให้พราหมณ์ ๘ คนมาขอพระราชทานช้างปัจจัยนาค พระเวสสันดรก็พระราชทานให้เป็นเหตุให้พระเวสสันดรถูกปัพพาชนียกรรมออกจากเมือง   และในกัณฑ์มหาราชกล่าวถึงเมื่อชูชกขอสองพระกุมารจากพระเวสสันดรและพาเดินทางผ่านเข้ามาหน้าพระที่นั่งพระเจ้ากรุงสญชัยพระองค์จึงได้ไถ่พระชาลีและพระกัณหาแล้วรับสั่งให้เตรียมทัพเพื่อไปรับพระเวสสันดรกลับคืนพระนคร ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่พราหมณ์เมืองกลิงคราษฎร์ทั้ง ๘ คนได้นำช้างปัจจัยนาเคนทร์มาถวายคืนพระเจ้ากรุงสญชัยจึงให้เป็นช้างทรงของพระชาลีไปยังเขาวงกต  และในนครกัณฑ์พระเวสสันดรก็ได้ทรงช้างปัจจัยนาเคนทร์กลับคืนสู่พระนคร

ช้างปัจจัยนาคถือเป็นช้างที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อของชาวเมืองกลิงคราษฎร์เช่นเดียวกับชาวเมืองสีพี  คือเมื่อเมืองกลิงคราษฎร์เกิดวิบัติข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ชาวเมืองยากแค้นไปทั่ว เจ้าเมืองกลิงคราษฎร์ก็ได้ให้พราหมณ์๘ คน มาขอพระราชทานช้างปัจจัยนาค โดยที่เชื่อว่าไม่ว่าจะขับขี่ไปยังพื้นที่แห่งใดก็จะบันดาลให้ฝนตกลงมาทำให้พื้นที่นั้นอุดมสมบูรณ์ ข้าวปลาบริบูรณ์ทันที (คล้ายกับความเชื่อเกี่ยวกับพิธีแห่นางแมวของไทยที่เชื่อว่าทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล)อีกประการหนึ่งช้างปัจจัยนาคเป็นช้างที่มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของจะเห็นได้จากตอนที่กลับมาพบพระเวสสันดรได้แสดงอาการดีใจ

            ช้างปัจจัยนาค   กลับชาติมาเป็น   พระมหากัสสปเถระ  เป็นประธานในการปฐมสังคายนาหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วได้รับยกย่องเป็นเอตคัคคะว่าเป็นผู้เลิศในทางธุดงค์เป็นต้นแบบของพระป่า  มีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปี นิพพานแล้วท่านยังอธิฐานจิตให้สรีระของท่านยังคงสภาพเดิมไม่สูญสลาย  จนกว่าจะถึงศาสนาพระศรีอริยเมตไตย

๑๕. แม่ช้างเผือก กเรณู (นางช้างอากาศจาริณี)

              แม่ช้างเผือกกเรณู (นางช้างอากาศจาริณี) เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกเป็นช้างตระกูลฉัททันต์ที่พาลูกช้างสีขาวบริสุทธิ์มาไว้ในโรงช้างต้นแล้วก็กลับไปอยู่ป่าตามเดิม  ลูกช้างตัวนั้นประชาชนขนานนามว่า “ปัจจัยนาค”

แม่ช้างกเรณูเป็นตัวละครประกอบที่สำคัญตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องต่างๆตามมามากมายตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง  โดยได้ให้กำเนิดลูกช้างชื่อปัจจัยนาค และนำมามอบให้เป็นช้างคู่บารมีของพระเวสสันดร

แม่ช้างกเรณู   กลับชาติมาเกิดเป็น   กีสาโคตรมี  ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง

๑๖.เทวราชสุรารักษ์ (เทวดาผู้ชายที่ดูแลกัณหาชาลีระหว่างเดินทาง)

           เทวราชสุรารักษ์  เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกที่คอยดูแลพระกัณหาและพระชาลีระหว่างการเดินทางไปกับชูชก    

เทวราชสุรารักษ์ เป็นเทวดาที่คอยรักษาป่า รู้สึกสงสารและห่วงใยพระกัณหาและพระชาลี ที่ต้องเผชิญกับความลำบากต่างๆนานาจึงเนรมิตกายคล้ายคลึงกับพระเวสสันดร สวมชุดฤาษีมุ่นพระโมลีมาคอยดูแลสองกุมารระหว่างการเดินทางตลอดระยะเวลา ๑๕ คืนพร้อมด้วยนางเทพอัปสรที่เนรมิตกายคล้ายคลึงกับพระมัทรี  โดยเทพบุตรและเทพธิดาทั้งสองได้ถวายการดูแลสองกุมารดังนี้

เอาเถาวัลย์ที่ผูกข้อมือของสองกุมารออก

นางอัปสรให้ดื่มนมจากอกของนาง

อาบน้ำชำระร่างกาย แต่งตัวให้ใหม่

ให้บริโภคอาหารที่มีรสทิพย์

ขับกล่อมให้บรรทม

เนรมิตทิพยรัตน์ไสยาอาสน์ให้สองกุมารทรงบรรทม

อยู่ดูแลสองกุมารจนถึงเช้าก่อนที่จะหายตัวไปตลอดระยะเวลาการเดินทาง ๑๕ คืน

เมื่อชูชกพาสองกุมารมาถึงประตูป่าคือถึงทางแยกที่จะเลือกไประหว่างเมืองสีพีและเมืองกลิงคราษฎร์เทพบุตรและเทพธิดาก็ดลใจให้ชูชกหลงไปทางเมืองเชตุดรนครสีพี  และทำให้สองกุมารได้พบกับพระเจ้ากรุงสญชัย

เทวราชสุรารักษ์  เป็นแบบอย่างของความมีเมตตาที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมสังคมเดียวกันได้อย่างสงบสุข ทรงให้ความช่วยเหลือและให้ความอบอุ่นแก่สองกุมารแทนพระบิดา ช่วยดูแลอภิบาลพระกัณหาและพระชาลีในขณะที่เดินทางมากับชูชก

            เทวดาผู้ชายที่ดูแลพระกัณหาและพระชาลี   กลับชาติมาเกิดเป็น  พระมหากัจจายนะเถระ มีรูปร่างหล่อมากเป็นที่ศรัทธาของคนทั่วไปต่อมาแปลงร่างให้รูปร่างอ้วนไม่น่าดูได้รับยกย่องเป็นเอตคัคคะในทางอธิบายความย่อให้พิศดาร

๑๗.นางอัปสร(เทวดาผู้หญิงที่ดูแลกัณหาชาลีระหว่างเดินทาง)

           นางอัปสร  เป็นตัวละครประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกเป็นเทพธิดาที่คอยดูแลพระกัณหาและพระชาลีระหว่างการเดินทางไปกับชูชก

นางอัปสร รู้สึกสงสารและห่วงใยพระกัณหาและพระชาลีที่ต้องเผชิญกับความลำบากต่างๆนานา จึงเนรมิตกายคล้ายคลึงกับพระมัทรีมีสิริโฉมงดงาม มีน้ำใจอันประเสริฐมาคอยดูแลสองกุมารระหว่างการเดินทางตลอดระยะเวลา๑๕ คืน พร้อมด้วยเทพบุตรที่เนรมิตกายคล้ายคลึงกับพระเวสสันดร

เมื่อชูชกพาสองกุมารมาถึงประตูป่าคือถึงทางแยกที่จะเลือกไประหว่างเมืองสีพีและเมืองกลิงคราษฎร์เทพบุตรและเทพธิดาก็ดลใจให้ชูชกหลงไปทางเมืองเชตุดรนครสีพี  และทำให้สองกุมารได้พบกับพระเจ้ากรุงสญชัย

นางเทพธิดาเป็นแบบอย่างของความมีเมตตาที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมสังคมเดียวกันได้อย่างสงบสุข ทรงให้ความช่วยเหลือและให้ความอบอุ่นแก่สองกุมารแทนพระมารดา  ช่วยดูแลอภิบาลพระกัณหาและพระชาลีในขณะที่เดินทางมากับชูชก

เทวดาผู้หญิงที่ดูแลพระกัณหาและพระชาลี  กลับชาติมาเกิดคือ  นางวิสาขา   เป็นผู้ที่มีความสวยได้เบญจกัลยาณี มีลูกหลานเหลนทั้งหมด  ๘๔๒๐ คน มีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปีได้รับยกย่องเป็นเอตคัคคะในฝ่ายผู้เป็นทายิกาผู้มีศรัทธามาก

๑๘. สหชาติโยธี

สหชาติโยธี เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกเป็นบรรดาทหารรักษาพระองค์ของพระเวสสันดรที่เกิดในวันเดียวกับที่พระเวสสันดรประสูติมีจำนวนทั้งสิ้นหกหมื่นคน เดิมเป็นเทพยดาบนสวรรค์ได้รับเทวบัญชาจากพระอินทร์ให้ลงมาปฏิสนธิในครรภ์ของภรรยาอำมาตย์แห่งนครสีพี

ในกัณฑ์หิมพานต์พระเจ้ากรุงสญชัยได้รับเด็กทารกที่เกิดพร้อมกับพระเวสสันดรมาเลี้ยงไว้ให้กินนมจากนางนมในวัง และได้กลายเป็นเหล่าทหารของพระเวสสันดรในที่สุด

ในกัณฑ์ทานกัณฑ์พระเวสสันดรรับสั่งให้สหชาติโยธีไปเบิกเงินตราเสื้อผ้าเครื่องประดับต่างๆเพื่อนำมาบริจาคที่โรงทาน  เมื่อพระเวสสันดรนั่งรถทรงออกทางท้ายวังก็มีเหล่าสหชาติโยธีพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ทั้งหลายมาคอยส่งเสด็จ  ทั้งยังมีพวกยาจกมาเฝ้ารออย่างเนืองแน่น พระเวสสันดรจึงโปรยแก้วแหวนเงินทองให้และสั่งให้เหล่าสหชาตโยธีกลับเข้าพระนคร

ในกัณฑ์มหาราช  เมื่อพระเจ้ากรุงสญชัยให้เตรียมทัพไปรับพระเวสสันดรที่เขาวงกตนั้นมีรับสั่งให้เหล่าเสนาอำมาตย์ราชปุโรหิต เหล่าราษฎรทั้งหลาย รวมทั้งเหล่าสหชาติโยธีทั้งหกหมื่น  ร่วมไปกับกองทัพด้วย ให้เหล่าสหชาติโยธีถืออาวุธประจำตัวเพื่อให้ผู้คนที่พบเห็นเกรงกลัวไม่กล้าเข้าใกล้

ในการยกทัพนั้นเหล่าสหชาติโยธีได้แบ่งออกเป็นสี่เหล่าได้แก่  เหล่าพลเดินเท้า  เหล่าพลม้า เหล่าพลช้าง  และเหล่าพลรถ

ในนครกัณฑ์เหล่าเสนาอำมาตย์และสหชาตโยธีมีความปลาบปลื้มใจที่พระเวสสันดรจะได้กลับคืนสู่พระนคร  พากันแต่งตัว ถืออาวุธประจำตัวเตรียมยกทัพกลับ

สหชาติหกหมื่น อาจมีความหมายเป็นนัยว่า บุคคลหรือสิ่งสำคัญจำนวนมากมายที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น  ซึ่งมิได้มีความหมายตรงพอดีหกหมื่น  เพราะในสมัยโบราณตัวเลขจำนวนมากนั้นแทนความหมายว่ามากมายมหาศาล  เช่น  พญามารสี่หมื่นแปดแปดมารายล้อมพระพุทธเจ้า ณต้นศรีมหาโพธิ์  ก็หมายถึงพญามารมากมายนั่นเอง

สหชาติหกหมื่นหรือบุคคลผู้ร่วมการเกิด หรือร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้านั้นมีมากมายมหาศาล  อาจเป็นเหล่าเสนาอำมาตย์ที่อยู่ในวังหรือประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธเจ้าในสมัยนั้นซึ่งมีจำนวนมากมาย แต่สหชาติที่สำคัญและถูกบันทึกไว้ในพระพุทธประวัตินั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดของพระพุทธ  และเป็นต้นเหตุให้เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๗ สหชาติ

สหชาติโยธี  ได้กลับชาติมาเป็น  พุทธเวไนย

๑๙. พระยาพยัคฆราช (เทวดาที่แปลงเป็นเสือโคร่ง)

เสือโคร่ง เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นตัวละครประกอบสำคัญตัวหนึ่งซึ่งมีบทบาทร่วมกับเสือเหลือง และราชสีห์ในกัณฑ์มัทรี

บทบาท  พระอินทร์ให้เทวดาแปลงกายเป็นเสือโคร่ง  เสือเหลืองและราชสีห์  มาขวางทางพระมัทรีไว้ เพราะเกรงว่าหากพระนางมัทรีกลับมาแต่กลางวันจะเที่ยวติดตามสองกุมารและอาจติดตามไปทันจะเป็นการขัดขวางการบริจาคปุตตทานของพระเวสสันดรได้

ในเรื่องนั้นพระนางมัทรีได้ทูลฝากพระโอรสและพระธิดาทั้งสองพระองค์กับพระเวสสันดรเพราะหวาดกลัวภัยซึ่งพระนางเกิดนิมิตร้ายในคืนก่อน  ที่ชูชกจะนำตัวสองกุมารไปเป็นทาสของนางอมิตตดา  พอรุ่งเช้าพระนางก็ได้เข้าป่าไปเก็บผลไม้อย่างเช่นทุกวัน แต่เกิดอาเพศทำให้พระนางเก็บผลไม้ได้แต่เพียงเล็กน้อยเมื่อจะกลับพระอาศรมก็ได้พบกับสัตว์ทั้งสามนอนขวางอยู่จึงไม่สามารถเดินผ่านไปได้  สัตว์ทั้งสามนั้น พระอินทร์จงใจส่งเทวดา ๓ องค์จำแลงกายลงมาเป็นเสือโคร่ง เสือเหลือง และราชสีห์มาขวางทางเอาไว้เพื่อมิให้พระนางเที่ยวติดตามสองกุมารได้ทันดังเนื้อความว่า

ตัวละครประกอบที่สำคัญทั้งสามนี้ถือว่าเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่งในมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรีเลยทีเดียวเพราะได้ช่วยให้พระเวสสันดรบริจาคปุตตทานได้สำเร็จสมความมุ่งหมาย

เทวดาที่เนรมิตเป็นเสือโคร่ง  กลับชาติมาเป็น  พระสิมพลีหรือพระสิวลี เป็นสาวกรูปหนึ่งที่ได้ช่วยกิจการพระศาสนาเป็นอย่างมากได้รับยกย่องเป็นเอตคัคคะผู้มีลาภมาก

๒๐. พระยาพยัคฆราช (เทวดาที่แปลงเป็นเสือเหลือง)

เสือเหลือง เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นตัวละครประกอบสำคัญตัวหนึ่งซึ่งมีบทบาทร่วมกับราชสีห์ และเสือโคร่งในกัณฑ์มัทรี

เทวดาที่แปลงเป็นพระยาพยัคฆราช(เสือเหลือง)   กลับชาติมาเกิดเป็น  พระจุลนาคเถระ พระจุลนาคนี้ไม่มีชื่อปรากฏโดยตรงในพระคัมภีร์แต่มีปรากฏในพระสุตันตปิฎกเถรกถา  เรียกชื่อว่าพระจุฬกเถระ(ซึ่งอาจเป็นองค์เดียวกันก็ได้)เป็นสาวกที่มีคติธรรม มองทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ดีงามถือเอาความดีงามมาเป็นหลักในการปฏิบัติตนจนได้ฌาณสมาบัติบรรลุพระอรหัตตผล

๒๑. พระยาไกรสรราชสีห์ (เทวดาที่แปลงเป็นราชสีห์)

ราชสีห์  เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก มีชื่อเรียกต่างๆ คือพญาไกรสรราช  พญาพาฬมฤคราชซึ่งหมายถึงสัตว์ร้าย  ช้างร้าย  สิงโต งู  เสือเป็นตัวละครประกอบสำคัญตัวหนึ่งซึ่งมีบทบาทร่วมกับเสือโคร่งและเสือเหลืองในกัณฑ์มัทรี

เทวดาที่แปลงร่างเป็นราชสีห์ส่งเสียงร้องดังลั่นสนั่นป่าระหว่างทางที่พระนางมัทรีเดินทางเพื่อให้พระนางหวาดกลัวและเดินทางล่าช้าเพราะเกรงว่าหากพระนางมัทรีกลับทันเวลาจะเที่ยวติดตามสองกุมารได้ทันจะเป็นการขัดขวางการบริจาคปุตตทานของพระเวสสันดรได้ดังคำประพนธ์ว่า

“ตโย  เทวปุตตา ส่วนเทพยเจ้าทั้งสามก็อำลาลีลาศผาดแผลง จำแลงเป็นพญาไกรสรราชผาดแผดเสียงสนั่น ดั่งสายอสนีลั่นตลอดป่า…”

เทวดาที่แปลงร่างเป็นราชสีห์  กลับชาติมาเป็น  พระอุบาลี  ได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาในตำแหน่งเอตคัคคะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ทรงพระวินัยครั้งเมื่อทำปฐมสังคายนาเป็นผู้วิสัชนาพระวินัย

๒๒. นายนักการ(อำมาตย์ที่กราบทูลข่าวเนรเทศ)

นายนักการ เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกมีตำแหน่งเป็นอำมาตย์รับใช้อยู่ในราชสำนักแห่งนครสีพี   ปรากฏบทบาทในกัณฑ์หิมพานต์ตอนที่พระเจ้ากรุงสญชัยต้องจำพระทัยขับไล่พระเวสสันดรตามเสียงเรียกร้องของชาวนครสีพี ด้วยพระเวสสันดรได้ประทานช้างปัจจัยนาคแก่พราหมณ์เมืองกลิงคราษฎร์ พระเจ้ากรุงสญชัยจึงทรงให้นายนักการนำความไปกราบทูลพระเวสสันดร    เมื่อพระเวสสันดรทรงทราบก็มิได้เสียพระทัยกลับรับสั่งว่าหากใครขอพระพาหาหรือพระเนตรก็จะให้เพื่อแลกกับพระโพธิญาณในเบื้องหน้า ครั้งนั้นเทวดาดลใจให้นายนักการถวายคำแนะนำสถานที่คือเขาวงกตให้แก่พระเวสสันดร พระองค์จึงทรงให้นายนักการไปทูลพระราชบิดาขอเลื่อนเวลาเพื่อทรงบำเพ็ญสัตตสดกมหาทานก่อน

นายนักการเป็นอำมาตย์ผู้มีความจงรักภักดีต่อพระเวสสันดร     ในขณะที่พระเจ้ากรุงสญชัยกล่าวเนรเทศพระเวสสันดรนั้นนายนักการก็รีบรับรับสั่งแล้วนำความไปกราบทูลพระเวสสันดรให้ทรงทราบ  และยังได้ถวายคำแนะนำสถานที่ที่กษัตริย์ทั้งสี่พระองค์คือพระเวสสันดร  พระมัทรี  พระชาลี และพระกัณหา ทรงผนวชเป็นนักบวชด้วย สถานที่เขาวงกตนี้เองที่พระเวสสันดรทรงบริจาคพระชาลีและพระกัณหาให้แก่ชูชก และพระราชทานพระมัทรีให้แก่พระอินทร์ซึ่งจำแลงเป็นพราหมณ์มาทูลขอ

              นายนักการที่นำข่าวการเนรเทศมาทูลพระเวสสันดร  กลับชาติมาเกิดเป็น  พระอานนท์ได้รับยกย่องในตำแหน่งเอตคัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งปวงถึง ๕ ประการเป็นพหูสูตร เป็นผู้มีสติ เป็นผู้มีคติ เป็นผู้มีความเพียร และเป็นพุทธอุปัฏฐากเมื่อครั้งทำปฐมสังคายนาเป็นผู้วิสัชนาพระสูตร มีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปีปรินิพพานกลางอากาศ

๒๓.  เสนาจุตตอำมาตย์

เสนาจุตตอำมาตย์  เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นอำมาตย์ผู้จัดสัตตสดกมหาทานให้แก่พระเวสสันดร  ปรากฏในกัณฑ์ทานกัณฑ์

เสนาจุตตอำมาตย์  เป็นคนใจบุญ  คอยช่วยเหลือในการบริจาคทานของพระเวสสันดรซึ่งต่อมาได้เกิดเป็น  อนาถบิณฑิกเศรษฐี  ได้รับยกย่องในตำแหน่งทางเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งในฝ่ายผู้เป็นทายก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: