ลักษณะคำประพันธ์

แต่งเป็นร่ายยาว  คำประพันธ์ประเภทร่ายยาว  หนึ่งบทจะมีกี่วรรคก็ได้  แต่ส่วนมากมี ๕ วรรคขึ้นไป  วรรคหนึ่ง ๆ มีตั้งแต่ ๖ คำขึ้นไป  ถึง ๑๐ คำหรือมากกว่า  มีบังคับเฉพาะระหว่างวรรค คือ คำสุดท้ายของวรรคจะส่งสัมผัสไปที่คำที่ ๑ ถึง ๕ ของวรรคต่อไป  เมื่อจบตอนมักมีคำสร้อย เช่น “นั้นแล”  “นี้แล”

ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นร่ายยาวสำหรับเทศน์  จะมีคำศัพท์บาลีขึ้นก่อน  แล้วแปลเป็นภาษาไทย  แล้วจึงมีร่ายตาม  ในระหว่างการดำเนินเรื่องจะมีคำบาลีคั่นเป็นระยะ ๆ  คำบาลีนั้นมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับข้อความที่ตามมา

 

การอ่านคำประพันธ์ประเภทร่าย

การอ่านออกเสียงบทร้อยกรองประเภทร่าย  นิยมอ่านหลบเสียงสูงให้ต่ำลงในระดับของเสียงที่ใช้อยู่  ส่วนเสียงตรีที่หลบต่ำลงนั้นอาจเพี้ยนไปบ้าง เช่น น้อยน้อย เป็น นอยนอย  แต่เสียงจัตวา  แม้จะหลบเสียงต่ำลงมักจะไม่เพี้ยน

การอ่านร่ายทุกชนิดจะอ่านทำนองเหมือนกัน  คือ ทำนองสูงด้วยเสียงระดับเดียวกัน และการลงจะหวะจะอยู่ที่ท้ายวรรคของทุกวรรค  ส่วนจะอ่านด้วยลีลาใดนั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ตามเนื้อความ ดังนี้

เนื้อความแสดงอารมณ์เศร้า     ใช้น้ำเสียงเบาลง สั่นเครือ และทอดเสียงให้ช้าลงกว่าปกติ

เนื้อความแสดงอารมณ์โกรธ    ใช้น้ำเสียงหนักแน่น เน้นเสียงดังกว่าปกติ  กระชับ  สั้น

เนื้อความแสดงอารมณ์ขบขัน    ผู้อ่านต้องพยายามทำเสียงให้แสดงถึงความขบขัน โดยที่ ตัวเองต้องไม่หัวเราะขณะอ่าน

  เนื้อความบรรยายหรือพรรณนา      ต้องอ่านตามอารมณ์ของเนื้อความนั้น  เช่น บรรยายหรือพรรณนาความงาม ใช้น้ำเสียงแจ่มใส ไม่ดัง หรือไม่เบาเกินไป

  เนื้อความแสดงความศักดิ์สิทธิ์หรือยิ่งใหญ่     ใช้น้ำเสียงหนักแน่น  เน้น แต่ไม่ห้วน

  เนื้อความสั่งสอน        ใช้น้ำเสียงไม่ดังหรือเบาเกินไป  เน้นคำที่สั่งสอน  แต่ไม่ห้วน

เนื้อความบรรยายการต่อสู้     ใช้น้ำเสียงดัง  หนักแน่น  ห้วน  กระชับ

  เนื้อความแสดงความตกใจ     ใช้น้ำเสียงหนักเบา  เสียงสั่นตามเนื้อความ

เนื้อความตัดพ้อต่อว่า             ใช้น้ำเสียงหนักบ้าง  เน้นบ้าง  สะบัดเสียงบ้าง

การอ่านร่ายพยายามอ่านให้จบวรรค  เพราะจังหวะหลักของร่ายทุกชนิดจะอยู่ที่ปลายวรรค ซึ่งเป็นคำส่งสัมผัส  ส่วนจังหวะเสริมจะอยู่ที่คำรับ  ดังนั้นเมื่ออ่านถึงคำรับสัมผัสจะต้องเน้นเสียงหรือทอดเสียง  ซึ่งเป็นเสมือนการแบ่งวรรคไปในตัว  เช่น ลูกรักเจ้าแม่เอย เจ้าเคยมาอาศัยนั่งนอน จังหวะหลักอยู่ที่คำส่งสัมผัส คือ เอย จังหวะเสริมอยู่ที่คำรับสัมผัส คือ เคย

การอ่านตอนจบผู้อ่านจะต้องทอดเสียงให้ยาวกว่าการทอดเสียงท้ายวรรคอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ฟังรู้ว่าเรื่องที่ฟังกำลังจะจบแล้ว   และเป็นการสร้างความประทับใจให้ผู้ฟังต้องการฟังอีก

 

ความรู้เกี่ยวกับร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก

เทศน์คาถาพัน  เรื่องมหาเวสสันดรชาดกเดิมแต่งเป็นฉันท์ภาษาบาลี  สันนิษฐานว่านักปราชญ์ชาวอินเดียฝ่ายใต้เป็นผู้แต่ง  ชาดกเรื่องนี้มี ๑๓ กัณฑ์  แต่งจบด้วยคาถา ๑,๐๐๐ คาถา  เรียกว่า “คาถาพัน”  ในตอนแรกนำเรื่องมหาเวสสันดรชาดกมาเทศน์สั่งสอนประชาชน  โดยเทศน์เป็นภาษาบาลีล้วน ๆ  ถือกันว่าผู้ใดฟังครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์  จะได้บุญมาก  แต่การฟังเทศน์เป็นภาษาบาลีนั้นทำให้ผู้ฟังไม่รู้เรื่องจึงมีการแปลมหาเวสสันดรเป็นภาษาไทย

เทศน์มหาชาติ  เรื่องมหาเวสสันดรชาดกเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า  ตอนเสวยชาติเป็นพระเวสสันดรซึ่งเป็นชาติสุดท้าย  ที่ทรงบำเพ็ญทานบารมีอย่างยอดยิ่ง  คือ บุตรทารทานบารมี  ได้แก่การบริจาคโอรส ธิดา และมเหสีให้เป็นทาน จึงถือว่าชาดกนี้สำคัญกว่าชาดกอื่น ๆ จึงเรียกว่า “เทศน์มหาชาติ”  แปลว่า ชาติที่ยิ่งใหญ่สำคัญ เพราะเป็นชาติสุดท้าย  จากนั้นพระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: